เจ็บฝ่าเท้าจากเอ็นใต้ฝ่าเท้าอักเสบ
วัน จันทร์ 15 ก.ย. 03 @ 07:00
หัวข้อ: ดูแลตนเอง(โรคที่พบบ่อย)




พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ

แพทย์หญิงกุลภา ศรีสวัสดิ์
แพทย์หญิงนวพร ชัชวาลพาณิชย
โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ หรือ Plantar fasciitis เป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง สาเหตุที่สำคัญคือมีการอักเสบของพังผืดใต้ฝ่าเท้าสืบเนื่องมาจากการบาดเจ็บของพังผืดบริเวณจุดเกาะที่กระดูกส้นเท้า โดยการบาดเจ็บนี้เป็นการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะสมมานาน มักพบโรคนี้ในผู้ที่มีเอ็นร้อยหวายตึง
 
ผู้ป่วยมักมีอาการปวดและมีจุดกดเจ็บใต้ส้นเท้าโดยเฉพาะทางด้านใน
อาการปวดจะเป็นมากในช่วงเช้าโดยเฉพาะก้าวแรกที่ลงจากเตียงหรือเมื่อยืนลง
น้ำหนักหลังจากนั่งเป็นระยะเวลานาน เมื่อเดินไประยะหนึ่งอาการจะดีขึ้น
การรักษา
1. การรับประทานยาเพื่อลดการอักเสบให้รับประทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
2. การทำกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการปวดและการอักเสบ ได้แก่ การวางแผ่นร้อน การทำอัลตราซาวน์ เป็นต้น
3. การออกกำลังเพื่อยืดเอ็นร้อยหวาย  โดยทำวันละ 2 - 3 รอบๆ ละ 10 - 15 ครั้ง
การยืดเอ็นร้อยหวาย (ท่าที่ 1) : ผู้ป่วยยืนหันหน้าเข้าหากำแพง ใช้มือยันกำแพงไว้ วางเท้าที่
ต้องการยืดเอ็นร้อยหวายไว้ข้างหลัง งอข้อศอกพร้อมกับย่อเข่าด้านหน้าลงมากที่สุดเท่าที่
จะทำได้ โดยขาด้านหลังเหยียดตึงและส้นเท้าติดพื้นตลอดเวลา จนรู้สึกว่าน่องด้านหลังตึง

 

การยืดเอ็นร้อยหวาย (ท่าที่ 2) : ผู้ป่วยนั่งเหยียดขาข้างที่ต้องการยึดเอ็นร้อยหวาย ใช้ผ้าคล้องที่เท้าไว้ แล้วดึงเข้าหาตัวจนรู้สึกตึงที่น่อง

4. การฉีดยาสเตียรอยด์ตรงตำแหน่งที่เป็น ซึ่งจะลดการอักเสบได้ดี แต่ไม่ควรทำมากกว่า 2 - 3 ครั้งต่อปี เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเอ็นขาด
5. การปรับรองเท้าเพื่อช่วยลดอาการปวด โดยการเสริมอุ้งรองเท้าด้านในเพื่อกระจายน้ำหนักและเสริมส้นรองเท้า โดยใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่นเพื่อลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าและเป็นการถ่ายน้ำหนักไปยังเท้าส่วนหน้า
การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรค
1. การแช่เท้าในน้ำอุ่นจะช่วยให้สบายขึ้น
2. เลือกใส่รองเท้าที่มีส้นเล็กน้อยเพื่อถ่ายเทน้ำหนักที่จะลงที่ส้นเท้าไปยังเท้า ส่วนหน้าจะช่วยให้อาการปวดลดลง
3. การออกกำลังเพื่อยืดเอ็นร้อยหวายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้อาการดีขึ้น และป้องกันการเกิดซ้ำ






บทความนี้มาจาก สุขภาพ thaihealth ข่าว ดูทีวี โรค
http://www.thaihealth.net/h

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaihealth.net/h/article216.html