ความรู้เรื่องโรคสะเก็ดเงิน
วัน อาทิตย์ 28 ก.ย. 03 @ 13:05
หัวข้อ: ผิวหนังและเลเซอร์


โรคสะเก็ดเงิน พบได้บ่อยและบางครั้ง ถ้าไม่เข้าใจอาจคิดว่าเป็นโรคติดต่อ ที่จริงแล้ว โรคในกลุ่มนี้ไม่ติดต่อ และมีวิธีในการรักษา ความรู้จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยครับ




โรคสะเก็ดเงิน

ศ.นพ.จอมจักร จันทรสกุล
ประธานศูนย์โภชนบำบัด โรงพยาบาลศิริราช

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ผื่นของโรคจะมีบักษณะเป็นตุ่ม หรือปื้นสีแดง ขุยสีขาวคล้ายเงิน โรคนี้พบบ่อยประมาณร้อยละ 1-3 ของประชากรทั่วโลก พบในบุคคลทุกเพศทุกวัย และทุกประเทศถึงแม้โรคสะเก็ดเงินจะไม่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต แต่โรคมักจะมีผลต่อสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของผู้ป่วย ความก้าวหน้าในการรักษาโรคสะเก็ดเงินในปัจจุบันได้พัฒนาไปมากทำให้เราสามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 
 


อะไรเป็นสาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน
สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินยังไม่ทราบปน่ชัดแต่เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับสิ่งแวดล้อมบางอย่างกระตุ้นให้เกิดอาการและอาการแสดงของโรค สิ่งกระตุ้นที่พบเป็นสาเหตุบ่อยๆ ได้แก่โรคติดเชื้อเช่นหวัด, การได้รับอันตรายของผิวหนัง เช่นการแกะเกา, ยาบางชนิด และความเครียดต่างๆ เป็นต้น

การวินิจฉัยโรค
โดยทั่วไป ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยอย่างเดียวก็มักจะเพียงพอในการวินิจฉัยโรค แต่ในบางระยะของโรคสะเก็ดเงิน การวินิจฉัยอาจมีปัญหา ในกรณีดังกล่าวการตรวจชิ้นเนื้อของผื่นผิวหนังจะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้

จุดประสงค์ของการรักษา
เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่จะทำให้หายขาดจากโรคการรักษาจึงมุ่งไปที่การทำให้ผื่นของโรคดีขึ้นหรือสงบลง พร้อมกับป้องกันไม่ให้โรคกำเริบโดยหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น โรคติดเชื้อม การได้รับอันตรายของผิวหนัง ยาบางชนิด และความเครียดต่างๆเป็นต้น

ขั้นตอนการรักษา
ในปัจจุบันได้มีการพัฒนายาใหม่ๆ ทั้งยาทาและยารับประทาน ที่ได้ผลดีในการรักษาขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละชนิดมีผลดีและผลเสียที่ต่างกันการเลือกให้การรักษาจำเป็นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายประการ เช่น ตำแหน่งของผื่น, ความระคายเคืองของยา, เศรษฐฐานะของผู้ป่วยเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษา และความสะดวกของผู้ป่วยที่จะมารักษา เป็นต้น

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคไม่มากนัก ผื่นน้อยกว่า 20% ของผิวหนังอาจเริ่มรักษาด้วยยาทาก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่อาจเกิดจากยารับประทานแต่ในกรณีที่เป็นผื่นในบริเวณกว้างมากกว่า 20% ของผิวหนัง หรือผื่นค่อนข้างกระจัดกระจาย การรักษาด้วยยาทาอาจไม่สะดวกในกรณีนี้ การใช้ยารับประทาน หรือการฉายแสงอาจจะได้ผลดีกว่า


การรักษาด้วยยาทา
ในปัจจุบันมียาทาที่ได้ผลดีในการรักษาเป็นจำนวนมากให้เลือกใช้ซึ่งยาแต่ละชนิดมีผลดีและเสียต่างกัน ได้แก่
  1. ยาทาพวกสเตียรอยด์ เป็นยาที่แพทย์ทั่วไปนิยมใช้รักาาโรคสะเก็ดเงินมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงได้ผลเร็ว, สะดวกในการใช้, ราคาไม่แพงนัก และไม่ระคายเคือง ถ้าใช้ในระยะสั้นมักจะไม่เกิดผลเสียที่รุนแรง แต่ถ้าใช้สเตียรอยด์ชนิดแรงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลเสียได้หลายประการเช่น ผิวหนังฝ่อ, หลอดเลือดขยายตัว, ผิวแตก, ผิวขาว และการดื้นยา นอกจากนี้โรคยังกลับเป็นซ้ำได้ดังนั้นการใช้ยาดังกล่าวควรจะใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้นไม่ควรซื้อใช้เอง
  2. น้ำมันดิน น้ำมันดินให้ผลการรักษาใกล้เคียงกับสเตียรอยด์แต่มีกลิ่นเหม็นและดูสกปรกเวลาใช้ จึงไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน และเนื่องจากน้ำมันดินอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้จังไม่ควรใช้ทาบริเวณใบหน้า ข้อพับ และอวัยวะเพศ
  3. สารพวกแอนทราลิน (Anthralin) เป็นยาที่นิยมใช้มากที่สุดชนิดหนึ่งในหลายประเทศทางยุโรปและอเมริกา เนื่องจากยาใช้ได้ผลดีและโรคกลับเป็นซ้ำได้น้อยเมื่อหยุดการรักษา ยาดังกล่าวมีข้อจำกัดอยู่ที่วิธีการใช้ยุ่งยากและมีผลข้างเคียง คืออาการระคายเคือง และทำให้ผิวหนังบริเวณที่ทายามีสีคล้ำขึ้น จึงไม่ควรใช้ทาบริเวณใบหน้า ข้อพับ และอวัยวะเพศ
  4. วิตามินดี 3 (Calcipotriol) เป็นยาใหม่ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันในประเทศตะวันตก เนื่องจากให้ผลการรักษาดี รวดเร็วพอๆ กับสเตียรอยด์ระดับกลางแต่ไม่มีผลเสียเหมือนสเตียรอยด์ และไม่มีสีหรือกลิ่นเหมือนน้ำมันดิน และแอนทราลิน อีกทั้งยังก่อให้เกิดอาการระคายเคืองน้อยกว่าแอนทราลิน แต่อย่างไรก็ตาม วิตามินดี 3 อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อใช้ทาบริเวณใบหน้า ข้อพับ และอวัยวะเพศ จึงไม่ควรใช้ในบริเวณดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดคือยายังมีราคาแพงมาก
วิธีเลือกใช้ยาตามตำแหน่งของโรค

ผื่นที่ศีรษะ
โดยทั่วไปแล้วการใช้ยาทาพวกสเรียรอยด์ ในรูปของยาน้ำมักจะได้ผลดี และผลข้างเคียงน้อย วิธีใช้ควรทาวันละ 2 ครั้งจะได้ผลดีกว่าทาครั้งเดียว ในกรณีที่ผื่นตอบรับได้ดีต่อการรักษา การใช้หมวกอาบน้ำคลุมหลังทายาสเตียรอยด์ จะทำให้ผลของการรักษาดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้เป็นเวลานานเกิน 1 สัปดาห์ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงได้ การใช้แชมพกำจัดรังแคและน้ำมันดินอาจช่วยให้การเกิดเป็นซ้ำช้าลงได้

ผื่นที่หน้า
เนื่องจากผิวที่ใบหน้าค่อนข้างบาง และเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย จึงควรงดการใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอาการดังกล่าว เช่น แอนทราลิน และวิตามินดี 3 ยาที่นิยมใช้และได้ผลดีคือ สเตียรอยด์ชนิดอ่อนๆการใช้สเตียรอยด์ชนิดแรง อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ง่าย จึงไม่ควรใช้เป็นเวลานาน

ผื่นที่เล็บ
โรคสะเก็ดเงินที่เลบเป็นตำแหน่งที่รักษายาก โดยทั่วไปตัวโรคมักไม่ทำให้เกิดอาการอย่างไร ปัญหาที่สำคัญน่าจะเป็นเรื่องความสวยงามมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องให้การรักษา แต่ถ้าต้องการจะรักษาอย่างจริงจัง การรักษาที่ดีที่สุดคือ การฉีดสเตียรอยด์ที่จมูกเล็บทุก 3-4 สัปดาห์ ประมาณ 4-6 ครั้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดได้

การรักษาด้วยยารับประทานและการฉายแสง
  1. การรักษาด้วยการฉายแสงอัลตร้าไวโอเล็ตบี ใช้ได้ผลดีกับโรคสะเก็ดเงินที่เป็นมากหรือปานกลาง คือได้ผลประมาณ 80% ขึ้นไป ผลข้างเคียงที่พบค่อนข้างน้อยได้แก่ อาการคันและอาการแดงหรือไม้ของผิวหนัง อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของการรักษาที่สำคัญคือการที่ผู้ป่วยต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลประมาณ 2-4 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2-3 เดือนติดต่อกัน
  2. การรักษาด้วยการฉายแสงอัลตร้าไวโอเล็ตเอร่วมกับ ยาซอลาเร็น (PUVA) คือการรักษาโดยใไผู้ป่วยกินยาซอลาเร็นร่วมกับการฉายรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตเอ วิธีนี้ให้ผลดีในการรักษาโรคสะเก็ตเงินที่เป็นมาก ได้ผลประมาณร้อยละ 85 โดยทั่วไปผู้ป่วยจะได้รับการฉายแสงรักษาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ประมาณ 20-30 ครั้ง ซึ่งจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ และอาจให้การรักษาต่ออีกประมาณ 2-3 เดือน จะทำให้โอกาศการเกิดซ้ำลดลง อาการข้างเคียงที่พบบ่อยได้แก่ คลื่นไส้, คัน และอาการแดง หรือไหม้ของผิวหนัง ซึ่งมักจะไม่รุนแรงจนทำให้ต้องหยุดการรักษา ผลข้างเคียงระยะยาวที่สำคัญได้แก่ มะเร็งผิวหนัง ซึ่งพบได้น้อยในคนไทยเนื่องจากคนไทยมีผิวสีคล้ำ
  3. กรดวิตามินเอ ที่ใช้กันมากคือเด็ดเทร็ดทีเนด เป็นยาที่ใช้ได้ผลดีปานกลางถ้าใช้เพียงตัวเดียว แต่ถ้าใช้ร่วมกับการฉายแสงจะได้ผลดีมาก และยังช่วยลดปริมาณยาและแสงที่ใช้จึงทำให้ผลข้างเคียงจากการรักษาทั้งสองลดลง ผลข้างเคียงที่สำคัญได้แก่ ผิวแห้ง, ลอกเป็นขุย ซึ่งเป็นอาการที่พบได้เกือบทุกรายที่รับประทานยา นอกจากนึ้นยายังอาจทำให้ไขมันในเลือดสูง และตับอักเสบ ซึ่งถ้าหยุดการรักษาในระยะต้นๆ ก็จะกลับเป็นปกริได้ จึงควรตรวจเลือดทุกๆ 1-2 เดือน ยาดังกล่าวห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์เพราะจะทำให้ทารกที่เกิดมาพิการได้ เนื่องจากยาอยู่ในเลือดได้นานถึง 2 ปี หลังหยุดยาจึงจำเป็นต้องห้ามตั้งครรภ์ในผู้ป่วยที่รับประทานยาดังกล่าวอย่างน้อย 2 ปี หลังหยุดยา ถ้าใช้ยาเป็นเวลานานมากกว่า 1 ปีขึ้นไป อาจทำให้เกดกระดูกงอกได้ จึงต้องระวังโดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก
  4. เม็ทโทเทร็กเสด (MTX) เป็นยาที่ได้ผลดีและราคาไม่แพง แต่มีผลข้างเคียงสูง จึงมักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่ปลอดภัยกว่า เช่น การฉายแสง เนื่องจาก เม็ทโทเทร็กเสดมีผลข้างเคียงหลายประการจึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังผลเสียที่อาจเกิดได้เป็นครั้งคราว โดยการตรวจเลือดก่อนการรักษา และหลังการรักษาทุกๆ 3-4 เดือน อาการข้างเคียงที่สำคัญได้แก่ ตับอับเสบและตับแข็ง
  5. ไซโคลสปอริน (Cyclosporin) ยาดังกล่าวใช้ได้ผลดีมากโดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง แต่เนื่องจากมีการเกิดซ้ำหลังหยุดยาได้สูง อีกทั้งมีผลข้างเคียงที่รุนแรงจึงจะใช้เมื่อการรักษาอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้ว เช่น ยาทา, การฉายแสง และเอ็ดเทร็ดทีเนด ผลข้างเคียงที่สำคัญได้แก่ การเกิดความดันเลือดสูง ไตและตับอักเสบ ซึ่งถ้าหยุดยาในระยะต้นๆ อาจจะกลับเป็นปกติได้จึงจำเป็นต้องตรวจเลือดเป็นประจำทุกเดือน






บทความนี้มาจาก สุขภาพ thaihealth ข่าว ดูทีวี โรค
http://www.thaihealth.net/h

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaihealth.net/h/article239.html