ความขัดแย้ง ชีวจิดกับสมาคมแพทย์ แบบอย่างเดิมของความแตกต่างทางความคิด!
วัน ศุกร์ 23 ก.ค. 04 @ 00:00
หัวข้อ: เวทีสุขภาพ


ความขัดแย้ง อยู่คู่กับความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ เราไม่อาจหลุดจากความจริงและไม่น่าจะไปเครียดกับมันเลย เพราะนั่นคือการเปิดโอกาสให้ความขัดแย้งนั้น เข้ามาก่อให้เกิดความขัดแย้งในใจเรา เราควรดูและเลือกเก็บสิ่งดีสำหรับตัวเรา วันนี้ผมมีความขัดแย้งความคิดระหว่างแพทย์ทางเลือก และแพทย์ปัจจุบันมาฝากใครคิดเห็นอย่างไรแสดงได้เต็มที่ เราเป็นกลางครับ

นี่คือหนังสือตอบของ ดร.สาทิส

ตอบจดหมายแพทย์ (บางคน)
 
ต้องขออภัยคุณผู้อ่านคอลัมน์ ชีวจิตอีกครั้งหนึ่ง เพราะคราวนี้จะต้องชี้แจง วิธีแก้ไขเรื่องความดันโลหิตต่ำ ซึ่งเขียนค้างไว้อาทิตย์ที่แล้ว
 
บังเอิญมีจดหมายจากแพทย์ สองคนซึ่งต่อว่า และกล่าวหาว่าผมเขียนเรื่อง บทความเกี่ยวกับเรื่องโรคตับอักเสบไวรัส B.C. "ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และไม่ตรงกับความเป็นจริง" แพทย์ทั้งสองคนนี้ ใช้กระดาษ หัวจดหมาย ของสมาคมแพทย์ระบบ ทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย  
 
โปรดลองอ่านจดหมายทุกข้อความ ซึ่งผมไม่ได้ตัดทอนเลยดังต่อไปนี้
 
สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย
 
หน่วยโรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110 โทรศัพท์/โทรสาร 0-7446-1479
 
ที่ สพอท.นย.000/2547
 
5 กรกฎาคม 2547
 
เรื่อง โปรดแก้ไขบทความ ฉบับวันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน 2547 ที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คอลัมน์ "ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต เรื่อง ตับกับท้อง (3)"
 
เรียน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
 
สิ่งที่ส่งมาด้วย บทความตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จำนวน 1 แผ่น
 
เนื่องด้วยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน 2547 ได้ตีพิมพ์ บทความในคอลัมน์ "ปั้นชีวิตใหม่ด้วย ชีวจิต เรื่อง ตับกับท้อง (3)" โดยภายในบทความได้ให้ความรู้และเนื้อหาเกี่ยวข้องกับโรคตับอักเสบไวรัส B และ C ซึ่งพบว่า มีเนื้อหาหลายตอนที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่ตรงกับความเป็นจริงขององ ค์ความรู้ ซึ่งเกรงว่าข้อมูลที่ผิดพลาดดังกล่าวจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องแก่ ประชาชน หรือผู้ที่ได้อ่านบทความนี้ อันจะก่อให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดในข้อมูลที่เกี่ยวกับโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจนำไปสู่เจตนคติที่ผิด การปฏิบัติตัวที่ไม่ ถูกต้อง การรักษาที่ผิดหลักการ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำให้เกิดผลเสียหาย หรือผลร้ายต่อผู้ป่วยและสังคมได้
 
สมาคมฯพิจารณาเห็นว่าจะมีผลกระทบ ต่อประชาชนในแง่ของความเข้าใจ การปฏิบัติตัว การดูแลรักษาและการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ B และ C
 
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาชี้แจงแก้ไขบทความดังกล่าว ให้ถูกต้องทางหนังสือพิมพ์และควรมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนการตีพิมพ์
 
ขอแสดงความนับถือ
 
นายแพทย์บัญชา โอวาทฬารพร
 
นายกสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย  
 
ขอแสดงความนับถือ
 
แพทย์หญิงชุติมา ประมูลสินทรัพย์
 
ประธานชมรมโรคตับแห่งประเทศไทย
 
สำเนาเรียน แพทยสภา กระทรวงสาธารณสุข
 
ผมอยากจะขอให้ท่านผู้อ่านได้โปรดพิจารณาข้อความสำคัญทั้งหมดของจดหมายที่ว่า  "พบว่ามีเนื้อหาหลายตอนที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และไม่ตรงกับความเป็นจริงขององค์ความรู้ ซึ่งเกรงว่าข้อมูลที่ผิดพลาดดังกล่าวจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องแก่ ประชาชน หรือผู้ที่ได้อ่านบทความนี้อันจะก่อให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดในข้อมูลที ่เกี่ยวกับโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจนำไปสู่เจตนคติที่ผิด การปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง การรักษาที่ผิดหลักการ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำให้เกิดผลเสียหาย หรือผลร้ายต่อผู้ป่วยและสังคมได้"
 
ต่อไปนี้คือคำตอบของผมต่อแพทย์ สองคนนั้น
 
1. ถ้าคุณเชื่อแน่ว่ามีแต่คุณเท่านั้นที่รู้เรื่องไวรัสตับอักเสบ B และ C จริง และถ้าผมเขียนอะไรไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่ตรงกับความเป็นจริง ก็ระบุออกมาซิครับว่าข้อความตรงไหนที่ผิด
 
คุณไม่บอกออกมาว่าตรงไหนผิด และผิดอย่างไร แต่คุณพูดคลุมๆออกไปว่า ผมเขียนผิด ไม่ตรงกับความเป็นจริง และผู้ที่ได้อ่านบทความจะเกิดความสับสนและเข้าใจผิด พูดอย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการกล่าวหาแบบลมๆแล้งๆ จะมิผิดวิสัยผู้รู้และผู้ที่เป็น "หมอจริงๆ" บ้างหรือครับ
 
2. บทความที่ผมเขียนจะต้องค้นคว้าและตรวจสอบแล้วทุกครั้ง ผมไม่ใช่คนหน้าด้าน และจะรู้สึกละอายอย่างยิ่ง ถ้ามีคนชี้ให้เห็นว่า ผมเป็นคนหลอกลวงและเป็นพวก "จอมปลอม" ซึ่งไม่รู้อะไรจริง
 
แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามีอะไรที่ผมไม่แน่ใจ ผมก็จะเขียนไว้ทุกครั้งว่า "ผมอาจจะผิดก็ได้ ถ้ามีท่านผู้รู้ทราบว่าผมผิด กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง"
 
เมื่อได้รับจดหมายของคุณ ผมก็รีบอ่านบทความของผมใหม่โดยละเอียด ยังไม่เข้าใจและมองไม่เห็นว่าผมเขียนผิดตรงไหน ฉะนั้นถ้าคุณบริสุทธิ์ใจจริงๆ กรุณาเขียนมาอีกสักครั้ง บอกให้ทราบได้ไหมว่าตรงไหนผิด ผมจะได้นำข้อความของคุณลงโดยละเอียด และขอโทษคุณด้วย
 
3. ผมนับถือ "ผู้รู้" ทั้งในด้านการแพทย์และวิชาการเป็นอย่างยิ่ง ผมจะ คอยสอบถามและติดต่อกับท่านผู้รู้อยู่ ตลอดเวลา คณะแพทย์และนักวิชาการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คงจะเป็นพยานได้ดี เราติดต่อกันและแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่เสมอ
 
แต่กับ "ผู้รู้" อย่างคุณสองคนนี้ ผมยังสงสัยที่คุณบอกในตอนท้ายของจดหมายคุณว่า "ควรมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนการตีพิมพ์"
 
"ข้อมูล" อันนี้จะต้องเป็นข้อมูล ของคุณแต่ผู้เดียวหรืออย่างไร คุณคิดว่าคนที่เราเรียนรู้อย่างคุณ หรือบางทีอาจ จะมากกว่าคุณด้วยซ้ำนั้นไม่มีเลยหรือ อย่างไร
 
อย่าถึงกับต้องปลุกระดมพวกพ้องของคุณมาต่อต้านผมเลย และการจะ ต้องฟ้องไปถึงแพทยสภาอย่างนั้น ก็ไม่ จำเป็น บอกแล้วว่าผมไม่ใช่คนหน้าด้าน ถ้ารู้ก็บอกว่ารู้ ถ้าไม่รู้ก็ไม่กล้าอวดรู้ หรอกครับ.

อันนี้เป็นบทความที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง

ตับกับท้อง (3)  
 
ขอจบโรคตับอักเสบไวรัส A และข้ามมาเรื่องไวรัส B และ C และก็ขอต่อไปถึงไวรัส D ด้วยนะครับสำหรับอาทิตย์นี้
 
ดังได้กล่าวแต่ตอนต้นแล้วนะครับว่า ไวรัส A ไม่น่ากลัวเหมือนไวรัส B และ C ก่อนจะพูดถึงรายละเอียดอื่นๆ ขอพูดถึงอาการซึ่งป่วยจากไวรัส B และ C ก่อน
 
อาการของโรคตับอักเสบชนิดต่างๆ จะมีอาการคล้ายๆกัน คือ ตอนแรกจะปวดศีรษะ ตามด้วยอาการมีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง และเมื่อถึงขั้นตัวเหลือง ตาเหลือง แล้วก็มักจะมีอาการตับโต หรือตับบวมด้วย ขณะที่อาการถึงขั้นนี้ แม้แต่แตะท้องด้านขวาเบาๆ ก็จะรู้สึกเจ็บและปวด
 
อาการประกอบเล็กๆน้อยๆที่ตามมาก็คือ จะมีอาการคันทั่วทั้งตัวด้วย โดยเฉพาะที่ด้านหลังจะคันจนน่ารำคาญเพราะผู้ป่วยเองเกาด้านหลังไม่ถนัด ยิ่งพยายามเกาก็ยิ่งคันมากขึ้น
 
อาการดังกล่าวจะเป็นคล้ายๆกัน ทั้งไวรัส B และ C
 
ถ้าอย่างนั้น B และ C จะต่างกันอย่างไร และจะรู้ได้อย่างไร ขออธิบายข้อนี้ 2 อย่างครับ
 
1.B และ C จะมีอาการคล้ายๆ กัน แต่ อาการของ C จะร้ายแรงกว่า เป็นต้นว่าอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องจะรุนแรงมากกว่า รุนแรงจนถึงขนาดว่าอาเจียนทุกเช้าทุกเย็น ปวดท้องอยู่ตลอดเวลา จะมีความรู้สึกด้านจิตใจว่ามันเบื่อไปทั้งหมด ทั้งรู้สึกแบบภาษาชาวบ้าน เขาเรียกว่า DOWN คือรู้สึกอะไรต่ออะไรมันมืดมันเบื่อไปเสียหมด
 
และอาการที่ทารุณมากก็คือ กินอาหารไม่ได้ มันเบื่ออาหารถึงขนาดว่า มองเห็นหรือได้กลิ่นก็ต้องอาเจียนออกมาเลย
 
2. การที่จะรู้ว่าเป็นไวรัส B หรือ C ต้องเจาะเลือดออกมาตรวจดูครับ จากการตรวจเลือด ทางห้องแล็บจะบอกได้ว่าเป็นไวรัสชนิดไหน
 
มีข้อแถมอีกข้อหนึ่งครับ ถ้าผู้ป่วยที่เป็นไวรัส C เป็นๆหายๆอยู่บ่อยๆ แบบที่เราเรียกกันว่า เรื้อรังหรือ CHRONIC เขาก็เลยเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า เป็นไวรัส D แสดงว่า ตอนที่เป็นไวรัส C นั้น ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว และเมื่อหมดระยะฟักตัว ร่างกายยิ่งอ่อนแอมากกว่าเดิม ไวรัส C จึงกลับมาโจมตีเป็นแล้วเป็นอีกอยู่ตลอดเวลา ก็เลยเปลี่ยนชื่อให้เป็นไวรัส D เพื่อให้รู้กันว่า ตอนนี้เริ่มร้ายแรงมากแล้วนะ ระวังตัวให้ดี เส้นทางข้างหน้าอาจนำไปสู่อันตรายหนักหนาสาหัสได้
 
ทั้งไวรัส B และ C ติดต่อได้จากผู้อื่นโดยการให้เลือดหรือถ่ายเลือด ซึ่งในเลือดซึ่งมีผู้บริจาคให้นั้นมีเชื้อไวรัสอยู่แล้ว นอกจากนั้นก็เกิดจากการใช้เข็มฉีดยาซึ่งยังไม่ได้ฆ่าเชื้อ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้ออยู่แล้ว
 
การรักษาให้หายจากไวรัสนั้นเท่าที่ทราบยังไม่มียาฆ่าไวรัสตัวนี้ได้ แต่ผู้ป่วยก็อาจจะฟื้นตัวได้ด้วยตัวเอง และถ้ารักษาตัวเอง ดูแลสุขภาพอนามัยของตัวเองให้เคร่งครัด ก็จะอยู่ ไปได้โดยไม่มีอันตรายใดๆ
 
แต่สำหรับผู้ ที่ปล่อยตัว สุขภาพอนามัยไม่ดูแลให้ดี และปล่อยตัวตามสบาย  
 
จนกระทั่งเป็นแล้วก็เป็นอีก แบบเรื้อรังหรือ CHRONIC จนเข้าขั้นไวรัส D แล้ว ที่น่ากลัวก็คือ อาการตับอักเสบจะไม่ หยุดยั้งอยู่แค่นั้น จะทำให้กลายเป็นมะเร็งตับได้
 
สำหรับการรักษานั้น ก็คงเช่นเดียวกับไวรัส A ซึ่งเป็นการทะนุบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ไม่ใช่เป็นการรักษาตับ เพราะยารักษาไวรัสตับนั้นไม่มีดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว
 
ฉะนั้นการรักษาและการปฏิบัติตัวก็ทำได้เช่นเดียวกับการรักษาไวรัส A ดังที่ได้แจงรายละเอียดไว้ในอาทิตย์ที่แล้ว (ขอความกรุณากลับไปย้อนอ่านดูฉบับอาทิตย์ที่แล้วอีกครั้งนะครับ)
 
นั่นก็คือการบำรุงร่างกายและดูแลสุขภาพอนามัยของตัวเองให้แข็งแรง และให้ยาบำรุงตับไปพร้อมๆกันด้วย
 
นั่นเป็นการกล่าวและแนะนำตามตำรานะครับ ต่อไปนี้ผมขอแถมประสบการณ์ของผมเองบ้าง ประสบการณ์นี้ไม่ใช่ผมป่วยด้วยโรคตับ แต่จากคนไข้นับร้อยที่เป็นโรคตับ และได้มาปรึกษาหารือกับผม
 
สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากก็คือพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคนไทยสมัยนี้ โดยเฉพาะกลุ่มหนุ่มสาวสมัยใหม่ของเรา ไวรัส B และ C นั้น เกิดขึ้นมาได้จากการติดต่อ หลายคนที่มาปรึกษาผมส่วนมากไม่ สนใจและไม่ระมัดระวังเรื่องการกิน และส่วนมากอีกเหมือนกัน เป็นคนชอบกิน ชอบดื่ม และชอบเที่ยวอยู่ตลอดเวลา
 
หลายคนแม้เมื่อป่วยด้วยไวรัส B และ C แล้ว ก็ยังเที่ยวอยู่ ดื่มอยู่ และกินอย่างไม่ระมัดระวังตามเดิมอยู่ และหลายคนที่ผมได้เตือนแล้วนี่แหละ ที่กลับป่วยเรื้อรัง และกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด
 
เมื่อเป็นมะเร็งตับแล้ว ก็มักจะถึงขั้นที่เรียกว่า ทำอะไรไม่ได้แล้ว
 
น่าเสียดายไหมครับ ทั้งๆที่รู้ว่าเส้นทางสายนั้นจะนำไปสู่สุดจบอย่างไร แต่เราก็ไม่สนใจทางแก้และวิธีแก้ก็มีอยู่ง่ายๆ แต่เราไม่ทำกัน ในที่สุดก็ตาย พูดได้เต็มปากว่าตายเพราะความประมาท
 
โรคตับอักเสบ กว่าจะถึงขั้นร้ายแรงนั้นใช้เวลานานมาก อย่างน้อยก็สองปีขึ้นไป เรามีเวลาป้องกันแก้ไขมากมาย วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ เลิกพฤติกรรมเก่าๆเสียโดยเด็ดขาด
 
มีโรคตับอักเสบชนิดใหม่ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นคือ โรคตับไวรัสจี G ไวรัสตัวใหม่นี้ยังไม่มีใครรู้จักดี แต่เป็นไวรัสซึ่งร้ายแรงมาก เป็นแล้วก็ตายท่าเดียว และยังไม่มีใครทราบว่าจะรักษา หรือให้ทุเลาอาการได้อย่างไร
 
ที่ว่าร้ายแรงก็เพราะเท่าที่ทราบจากข่าวล่าสุดขณะนี้ก็คือ เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบนี้แหละ แต่ไปผสมเข้ากับผู้ที่เป็นโรคเอดส์หรือ HIV อยู่แล้วเข้าด้วย
 
เชื้อ HIV ก็ร้ายอยู่แล้ว ตับอักเสบ B C D ก็ร้ายอยู่แล้วเช่นกัน ผสมกันร้ายต่อร้ายอย่างนี้ ก็จะเอาชีวิตผู้ป่วยไปมากกว่ามหาสงครามเสียกระมัง
 
การแก้ไขก็คงจะมีทางทำได้ คือแก้ที่พฤติกรรมเรื้อรังเสียก่อนนั่นเอง
 
คราวหน้าจะมาถึงเรื่องโรคตับที่สำคัญ อีกโรคหนึ่งละครับ คือ ตับแข็ง.

นี่คือคำวิจารณ์จากแพทย์ที่ไทยคลินิค

ข้อความที่ไม่ถูกต้องมีดังนี้ครับ
1. อาการของโรคตับอักเสบชนิดต่างๆ จะมีอาการคล้ายๆกัน คือ ตอนแรกจะปวดศีรษะ ตามด้วยอาการมีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง
      : ไม่คล้ายกัน และ ไม่มีอาการเป็นส่วนใหญ่ครับ - ปกติอาการของไวรัสตับอักเสบมักไม่มีอาการฉับพลัน โดยรวมมีอาการฉับพลันเพียง 5
 
-10 % เท่านั้น ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ และ มาด้วยการตรวจเช็คร่างกายเจอเลยโดยไม่มีประวัติ acute hepatitis ดังกล่าวครับ โดยเฉพาะไวรัสซีพบ  
 
acute hepatitis น้อยมากครับ
2. และเมื่อถึงขั้นตัวเหลือง ตาเหลือง แล้วก็มักจะมีอาการตับโต หรือตับบวมด้วย ขณะที่อาการถึงขั้นนี้ แม้แต่แตะท้องด้านขวาเบาๆ ก็จะรู้สึกเจ็บและปวด  
      : ที่กล่าวมายังคงพูดถึง acute hepatitis ซึ่งอาการตัวตาเหลือง อาจเป็นจากตับอักเสบ หรือ จากน้ำดีไหลเวียนไม่ดี (โดย
 
เฉพาะไวรัสเอพบ cholestasis ร่วมด้วย ได้มากกว่าไวรัสอื่น) จึงอาจตับไม่โต หรือ คลำตับยากก็ได้ ส่วนเจ็บนั้นอาจแค่จุกครับ หรือ กดไม่รู้สึกก็ได้ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่
 
แล้วว่า theshold ของการปวดแต่ละคนไม่เท่ากัน และ ลำใส้ ตับ มักไม่ปวดเสมอไป
3. อาการประกอบเล็กๆน้อยๆที่ตามมาก็คือ จะมีอาการคันทั่วทั้งตัวด้วย โดยเฉพาะที่ด้านหลังจะคันจนน่ารำคาญเพราะผู้ป่วยเองเกาด้านหลังไม่ถนัด ยิ่งพยายามเกาก็ยิ่งคันมากขึ้น  
     : อาการดังกล่าวเป็น cholestasis ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีในไวรัสตับอักเสบทั่วไปครับ พบได้ในไวรัสตับอักเสบเอ
4. อาการของ C จะร้ายแรงกว่า เป็นต้นว่าอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องจะรุนแรงมากกว่า รุนแรงจนถึงขนาดว่าอาเจียนทุกเช้าทุกเย็น ปวดท้องอยู่ตลอดเวลา จะมีความรู้สึก
 
ด้านจิตใจว่ามันเบื่อไปทั้งหมด ทั้งรู้สึกแบบภาษาชาวบ้าน เขาเรียกว่า DOWN คือรู้สึกอะไรต่ออะไรมันมืดมันเบื่อไปเสียหมด  
     : อาการที่กล่าวคืออาการฉับพลันครับ ในไวรัสซี จะพบได้น้อยกว่าไวรัสบี แต่ในไวรัสทั้งหมดดังที่ผมกล่าวแล้วไม่ได้มีอาการอะไรครับ
5. ถ้าผู้ป่วยที่เป็นไวรัส C เป็นๆหายๆอยู่บ่อยๆ แบบที่เราเรียกกันว่า เรื้อรังหรือ CHRONIC เขาก็เลยเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า เป็นไวรัส D
  : อันนี้นอกตำราครับ ไวรัส D เป็นอีกชนิดของไวรัสซึ่งอยู่ร่วมกับไวรัส B สงสัยเวลาแปลมา แบบไม่อ่านหลาย ๆ เล่ม อ่านพลาดไป แล้วมันไม่
 
ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงด้วย เฮ้อ
6. ทั้งไวรัส B และ C ติดต่อได้จากผู้อื่นโดยการให้เลือดหรือถ่ายเลือด ซึ่งในเลือดซึ่งมีผู้บริจาคให้นั้นมีเชื้อไวรัสอยู่แล้ว นอกจากนั้นก็เกิดจากการใช้เข็มฉีดยาซึ่งยังไม่ได้ฆ่าเชื้อ  
 
และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้ออยู่แล้ว  
  : ปกติไวรัสซี ติดทางเพศมัมพันธุ์น้อยมาก ประมาณ 0-7 % เท่านั้น ติดหลักทางเลือด และ เข็มเปื้อนเลือด และ อีกอย่างเข็มไม่ฆ่าเชื้อไม่มี
 
ในเมืองไทยครับ เลิกพูดได้แล้ว มีแต่เข็มยาเสพติดที่แลกกันเองในผู้เสพที่ติดไวรัสซีได้
7. การรักษาให้หายจากไวรัสนั้นเท่าที่ทราบยังไม่มียาฆ่าไวรัสตัวนี้ได้ แต่ผู้ป่วยก็อาจจะฟื้นตัวได้ด้วยตัวเอง และถ้ารักษาตัวเอง ดูแลสุขภาพอนามัยของตัวเองให้เคร่งครัด ก็จะอยู่ ไปได้โดยไม่มีอันตรายใดๆ  
  : ปัจจุบันมียารัษาแล้ว ในไวรัสบีรักษาเพื่อลดจำนวนไวรัส  ลดการอักเสบ และแม้ปฎิบัติตัวดี ก็ไม่สามารถรักษาให้ดีได้ต้องใช้ยาช่วยครับ ส่วนไวรัสซีกรณีนับไวรัสว่าหายไป จะหายขาดไม่มีไวรัสมาอีกถึง 85 % ทีเดียวครับ

...................

'ทั้งไวรัส B และ C ติดต่อได้จากผู้อื่นโดยการให้เลือดหรือถ่ายเลือด'  ไวรัสบีและซี เกิดจากการ"รับเลือด" ที่มีเชื้อครับ ไม่ได้เกิดจากการ"ให้เลือด" เลือดทุกถุงเราจะเช็คไวรัสทั้งบีและซีครับ ถ้าเจอแปลว่าผู้ให้มีเชื้อมาก่อนแล้ว ไม่ได้มาเกิดเพราะการให้เลือด ถุงและเข็มที่รับบริจาคก็ใหม่เสมอครับ ไม่มีทางที่เชื้อจะเข้าสู่ผู้บริจาคได้ ท่านให้ความรู้ผิด ผู้บริจาคจะยิ่งน้อยลงด้วยความเข้าใจผิด เลือดจะยิ่งไม่พอใช้นะครับ
ส่งโดย: จากคลังเลือด ถึง ดร.สาทิส

.........................................

ขอออกตัวว่าไม่ได้เป็นผู้เชียวชาญด้านตับนะครับ  แต่ ...
 
HBV, HCV, HDV นั้นเป็นไวรัสคนละตัวครับ  HDV มีลักษณะพิเศษตรงที่ว่าจะเกิดร่วมกับ HBV เท่านั้นครับ
 
ทั้ง chronic HBV และ HCV มียารักษาซึ่งสามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกาย ลดการทำลายเซลล์ตับ ลดการเกิดโรคตับแข็ง และลดการเกิดมะเร็งตับได้ครับผม

.........................................

ข้อ 8 " โรคตับไวรัสจี G ไวรัสตัวใหม่นี้ยังไม่มีใครรู้จักดี แต่เป็นไวรัสซึ่งร้ายแรงมาก เป็นแล้วก็ตายท่าเดียว "
    : ไวรัส G อาจมาด้วย setting ใด ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาด้วย fulminant เสมอไปครับ ต่อไปนี้เป็น refernce จาก UTD ครับ CLINICAL SIGNIFICANCE OF HGV INFECTION – The clinical significance of HGV infection with respect to acute or chronic hepatitis is not well understood. ( ขนาด UTD ยังระบุว่าไม่เข้าใจดีเลยครับ ) HGV RNA has been detected in patients with acute non-A to non-E viral hepatitis, in patients with chronic hepatitis of presumed viral etiology, in patients with cryptogenic cirrhosis, and in some patients with primary hepatocellular carcinoma.
ข้อ 9 " บทความที่ผมเขียนจะต้องค้นคว้าและตรวจสอบแล้วทุกครั้ง "
     : ควรตรวจสอบโดยแพทย์ทางเดินอาหารและโรคตับ จะดีกว่าตรวจสอบโดยตนเอง ส่วนที่ค้นคว้ามาไม่ระบุ reference น่าระบุออกมาจะได้บอกได้ว่าแปลตรงไหนผิดไปบ้างครับ
ข้อ 10 " ผมไม่ใช่คนหน้าด้าน และจะรู้สึกละอายอย่างยิ่ง ถ้ามีคนชี้ให้เห็นว่า ผมเป็นคนหลอกลวงและเป็นพวก "จอมปลอม" ซึ่งไม่รู้อะไรจริง แต่ในขณะเดียวกัน ถ้ามีอะไรที่ผมไม่แน่ใจ ผมก็จะเขียนไว้ทุกครั้งว่า "ผมอาจจะผิดก็ได้ ถ้ามีท่านผู้รู้ทราบว่าผมผิด กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง"
    : ในบทความนี้ไม่ได้เขียนข้อความดังกล่าวไว้
ข้อ 11 " เมื่อได้รับจดหมายของคุณ ผมก็รีบอ่านบทความของผมใหม่โดยละเอียด ยังไม่เข้าใจและมองไม่เห็นว่าผมเขียนผิดตรงไหน "
        : ควรตรวจสอบโดยบุคคลที่ 3 ไม่ใช่ตรวจสอบเอง น่าจะดีกว่า ครับ
ข้อ 12 " ผมนับถือ "ผู้รู้" ทั้งในด้านการแพทย์และวิชาการเป็นอย่างยิ่ง ผมจะ คอยสอบถามและติดต่อกับท่านผู้รู้อยู่ ตลอดเวลา คณะแพทย์และนักวิชาการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คงจะเป็นพยานได้ดี เราติดต่อกันและแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่เสมอ "
    : โปรดระบุว่าใคร และ ให้คำแนะนำแลกเปลี่ยนโรคตับไว้ส่วนใดบ้าง น่าจะดี
ข้อ 13 " แต่กับ "ผู้รู้" อย่างคุณสองคนนี้ ผมยังสงสัยที่คุณบอกในตอนท้ายของจดหมายคุณว่า "ควรมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนการตีพิมพ์"  "ข้อมูล" อันนี้จะต้องเป็นข้อมูล ของคุณแต่ผู้เดียวหรืออย่างไร คุณคิดว่าคนที่เราเรียนรู้อย่างคุณ หรือบางทีอาจ จะมากกว่าคุณด้วยซ้ำนั้นไม่มีเลยหรือ อย่างไร "
    : เป็นนายกสมาคม และ อาจารย์ ที่มีความรู้สูงระดับประเทศ และ นานาประเทศ แสดงว่าไม่ได้ถามข้อมูลส่วนนี้มาจากคณะที่ปรึกษาดังที่อ้างถึง จะได้ทราบว่าอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน มีความน่าเชื่อถือระดับไหนครับ

.......................................................







บทความนี้มาจาก สุขภาพ thaihealth ข่าว ดูทีวี โรค
http://www.thaihealth.net/h

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaihealth.net/h/article496.html