อย. วางกรอบ สเต็มเซลล์ เป็นชีววัตถุ แต่มีการอวดอ้างสรรพคุณมากไป
วัน เสาร์ 22 ก.ย. 07 @ 11:25
หัวข้อ: สเต็มเซลล์ stem cell


อย.ประชุมวางกรอบคุม "สเต็มเซลล์" จัดให้เป็นชีววัตถุ ภายใต้ พ.ร.บ.ยา พร้อมงัดกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกำกับดูแล ย้ำสเต็มเซลล์ใช้รักษาโรคได้แค่โรคเลือด เช่นมะเร็งเม็ดเลือด อย่าเชื่อโฆษณาอวดอ้างรักษาสารพัดโรค เพราะอยู่แค่ขั้นตอนการวิจัย เตือนเก็บสายสะดือเพื่อรักษาในอนาคตสิ้นเปลืองใช้เหตุ เตรียมเสนอรายชื่อกรรมการกลางวิจัยสเต็มเซลล์ในที่ประชุมกลางเดือนตุลาคมนี้


วันนี้ (21 ก.ย.) นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวภายหลังการประชุมหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการกำกับดูและผลิตภัณฑ์สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่ใช้ในการวิจัยและรักษาโรค ครั้งที่ 1/2550ว่า ในการประชุมวันนี้ได้เชิญคณะทำงานจัดทำระบบการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์จากเซลล์ต้นกำเนิดและผลิตภัณฑ์จากเนื้อเยื่อ อาทิ แพทยสภา กองการประกอบโรคศิลปะ ตัวแทนมหาวิทยาลัยแพทย์ เพื่อร่วมกันพิจารณาการกำกับดูแลเซลล์ต้นกำเนิดที่จะมีการนำเข้าใจอนาคต ซึ่งขณะนี้การนำเข้าในเชิงพาณิชย์ยังไม่ชัดเจน รวมถึงการใช้เซลล์ต้นกำเนิดในทางการแพทย์ โดยจะต้องใช้กฎหมายหลายฉบับร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อให้สามารถดำเนินการกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิผล ได้แก่ พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติประกอบวิชาชีพเวชกรรม พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ และพระราชบัญญัติสถานพยาบาล ซึ่งในอนาคตหากเทคโนโลยีเปลี่ยนก้าวหน้าขึ้น ก็จะนำพ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ร.บ.สัตว์แพทย์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย รวมถึงเสนอจัดทำพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูง
       
       นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการใช้พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายที่มีความใกล้เคียงที่สุดในการจะนำมากำกับดูแลเซลล์ต้นกำเนิดและผลิตภัณฑ์เซลล์ต้นกำเนิด โดยจะจัดให้เป็นชีววัตถุ ภายใต้พ.ร.บ.ยา แต่หากพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่สามารถควบคุมได้คลอบคลุมเนื่องจากเซลล์ต้นกำเนิดเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้กฎหมายตามไม่ทันเพราะมีการผลิตแปรรูป นำสเต็มเซลล์ที่ผ่านกระบวนการทั้งหมด นำกลับมาฉีดให้กับผู้ป่วย ซึ่งเป็นข้อกังวลของคณะทำงาน เนื่องจากสเต็มเซลล์ได้รับการยอมรับในเบื้องต้นเฉพาะเรื่องการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อรักษาโรคบางโรค เช่น มะเร็งเม็ดเลือด ส่วนการรักษาโรคอื่นๆ ด้วยเซลล์ต้นกำเนิดยังอยู่ในขั้นตอนวิจัยและพัฒนา เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการรักษา
       
       นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนของขั้นตอนการวิจัยรักษาโดยเซลล์ต้นกำเนิด จำเป็นต้องอาศัยข้อบังคับขั้นตอนการวิจัยเข้ามาดูแล แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีพระราชบัญญัติการวิจัยทดลองในมนุษย์ จึงได้อาศัยข้อกำหนดนานาชาติในเรื่องจริยธรรมการวิจัยในคนมาปรับใช้ ซึ่งแต่ละสถาบันจะต้องยึดถือข้อกำหนดในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด
       
       “การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ในอนาคตอันใกล้อาจมีการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด โดยต้องศึกษากระบวนการวิธีโดยการเตรียมเซลล์ และการให้ผลในสัตว์ทดลอง และการทดสอบทุกขั้นตอนในมนุษย์ ทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งกรณีที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน คือ การนำไปหาประโยชน์เชิงธุรกิจมีการโฆษณาชวนเชื่อ ผู้ป่วยทั่วไป โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคสิ้นหวัง หากผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่หวัง อาจทำให้การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ได้รับผลกระทบเชิงลบในระยะยาว เพราะขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้น ประชาชนควรระมัดระวังในการเชิญชวนเข้าไปรักษาโดยเซลล์ต้นกำเนิดของสถานพยาบาลด้วย ” นพ.ศิริวัฒน์
       
       นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางที่จะศึกษาวิจัยเรื่องเซลล์ต้นกำเนิด จะมีการนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ใก้เร็วที่สุด คาดว่าจะสามารถนำรายชื่อคณะกรรมการทั้งหมดเข้าสู่ในการประชุมผู้บริหารกระทรวง ช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้
       
       นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์ประจำสาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้การวิจัยและรักษาโรคโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดได้ผลและเป็นที่ยอมรับเฉพาะการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อรักษาบางโรค เช่น มะเร็งเม็ดเลือด เท่านั้น ส่วนโรคอื่นๆ เช่น ด้านสมอง ที่สถานพยาบาลต่างๆ โฆษณาประชาสัมพันธ์อยู่นั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยอยู่ นอกจากนี้โรงพยาบาลหลายแห่งยังได้จัดทำแพ็กเกจ การทำคลอดและเก็บสายสะดือทารกแรกเกิด โดยคิดราคาประมาณ 1-3 แสนบาท และมีค่าบำรุงอีกหลายหมื่นบาท เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์กับเจ้าของสายสะดือในอนาคตนั้น ข้อเท็จจริงแล้วสายสะดือดังกล่าวสามารถจัดเก็บได้นานเพียง 7-8 ปี เท่านั้น หากเกินเกว่านั้นจะไม่ได้ผล ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่ค่อยทราบ อาจทำให้สิ้นเปลื้องโดยใช้เหตุได้

ผู้จัดการรายวัน







บทความนี้มาจาก สุขภาพ thaihealth ข่าว ดูทีวี โรค
http://www.thaihealth.net/h

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaihealth.net/h/article640.html