• RSS Feed
  • RSS Feed
  • Twitter
health ads
คุณกำลังอยู่ที่ โซน:สุขภาพ:>> หน้าหลัก>>ข่าวสุขภาพ>> woman >> ปีกมดลูกอักเสบ และมดลูกอักเสบBookmark เก็บหน้านี้ไว้
หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์  หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ต่อให้เพื่อนอ่าน  ส่งเรื่องนี้ต่อให้เพื่อนอ่าน   Set to your default home page! -คลิกให้เราเป็นเวปแรกของคุณ- ที่นี่ !

PostHeaderIcon รู้โรคตามอาการ: ปีกมดลูกอักเสบ และมดลูกอักเสบ

หลาย ๆครั้งถ้าพูดถึงตกขาว มักต้องอธิบายเลยไปถึงมดลูกอักเสบด้วย เพราะมีความสัมพันธ์กัน ถ้าตกขาวเหม็น คัน เป็นหนอง หรือปวดท้องร่วมด้วยก็เป็นเหตุที่น่าสงสัยว่าจะมีการอักเสบถึงภายใน



ปีกมดลูกอักเสบ ( Salpingitis )
เยื่อบุมดลูกอักเสบ ( Endometritis )

รูปมดลูก(uterus)และรังไข่(ovary)


 ปีกมดลูกอักเสบ  ( salpingitis ) หมายถึง การอักเสบของท่อรังไข่
 เยื่อบุมดลูกอักเสบ ( endometritis ) หมายถึง การอักเสบของเยื่อบุภายในโพรงมดลูก
 ทั้ง 2 โรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยในหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่ผ่านช่องคลอดเข้าไปทางปากมดลูก ขึ้นไปในโพรงมดลูก (ทำให้เยื่อบุมดลูกอักเสบ)  และถ้าหากลุกลามต่อไปในท่อรังไข่  ก็ทำให้กลายเป็นปีกมดลูกอักเสบ
 ทั้ง 2 โรคนี้บางครั้งจึงอาจพบร่วมกันจนแยกจากกันไม่ออก  และมักจะเรียกรวม ๆ กันว่า อุ้งเชิงกรานอักเสบ (pelvic inflammatory disease/PID) ซึ่งครอบคลุมถึงการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก  ท่อรังไข่  รังไข่  และเยื่อบุช่องท้องภายในอุ้งเชิงกราน
 โรคนี้พบบ่อยในผู้หญิงที่มีสามีชอบเที่ยว  หรือมีเพศสัมพันธ์เสรี (สำส่อนทางเพศ)  ภายหลังคลอดบุตร  แท้งบุตร  ขูดมดลูก  ใส่ห่วงคุมกำเนิด  หรือชอบสวนล้างช่องคลอด


สาเหตุ
1. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ที่พบบ่อยก็คือหนองใน  ที่ติดจากสามีหรือผู้ชายที่มีประวัติชอบเที่ยวหรือมีเพศสัมพันธ์เสรี  ในบางรายอาจเกิดจากเชื้อคลามีเดียทราโคมาติส (Chlamydia  trachomatis ซึ่งเรียกรวมๆว่าหนองในเทียม)
2. การติดเชื้อหลังคลอด (puerperal infection)  อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่เป็นปกติวิสัยในช่องคลอด  (เช่น เชื้อสเตรปโตค็อกคัส, สแตฟฟีโลค็อกคัส) ระหว่างคลอดมีปัจจัย  (เช่น ภาวะโลหิตจาง, ภาวะถุงน้ำแตกรั่วอยู่นาน, การคลอดยาก, การบาดเจ็บ, ภาวะตกเลือดหลังคลอด, เศษรกค้าง, ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น)  กระตุ้นให้เชื้อเหล่านี้เจริญขึ้นจนเป็นโรค  หรือไม่ก็อาจแปดเปื้อนเชื้อจากภายนอกช่องคลอดเข้าไปในช่องคลอดและมดลูก  ทำให้เกิดเยื่อบุมดลูกอักเสบได้  มักมีอาการหลังคลอด 24 ชั่วโมง
3. การทำแท้ง  หากไม่สะอาดมักทำให้มีเชื้อโรคเข้าในมดลูก  เกิดการอักเสบขึ้นได้  เรียกว่า การแท้งติดเชื้อ (septic abortion)


อาการ
 มักมีอาการไข้สูง  หนาวสั่น ปวดท้องน้อย ตกขาวออกเป็นหนอง มีกลิ่นเหม็น อาจมีอาการปวดหลัง คลื่นไส้ อาเจียน
 อาจมีประจำเดือนออกมาก และมีกลิ่นเหม็น
 ในรายที่เกิดจากการติดเชื้อหนองใน  อาจมีอาการขัดเบา ปัสสาวะปวดแสบขัดร่วมด้วย
 

ถ้าเป็นการติดเชื้อหลังคลอด  มักเกิดอาการหลังคลอด 24 ชั่วโมง  น้ำคาวปลาอาจออกน้อยหรืออาจออกมาก และมีกลิ่นเหม็น
 ถ้าเกิดจากการทำแท้ง  จะมีอาการแบบแท้งบุตรร่วมด้วย คือ  ปวดบิดท้องเป็นพัก ๆ และมีเลือดออกจากช่องคลอดร่วมด้วย


สิ่งตรวจพบ
 ไข้สูง  กดเจ็บมากตรงบริเวณท้องน้อยทั้ง 2 ข้าง (บางรายอาจเจ็บข้างเดียว)
 อาจได้กลิ่นของตกขาว  เลือดประจำเดือน หรือน้ำคาวปลา
 อาจพบอาการซีด  หรือภาวะช็อก
อาการแทรกซ้อน 
 อาจทำให้เกิดเป็นฝีในรังไข่หรือท่อรังไข่  ซึ่งจะทำให้เป็นแผลเป็นจนกลายเป็นหมันได้  และมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก  มากกว่าปกติ 
 บางรายอาจมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง  และเจ็บปวดเวลาร่วมเพศ
 นอกจากนี้ในบางรายเชื้อโรคอาจลุกลาม  จนทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ  ถ้ารุนแรงอาจกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ  ถึงตายได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ถ้าเกิดจากการทำแท้ง
การรักษา 
 ผู้หญิงที่มีไข้สูง ปวดและกดเจ็บตรงท้องน้อย ควรส่งโรงพยาบาลด่วน  เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยการตรวจเลือด, ตรวจปัสสาวะ, นำหนองในช่องคลอดไปตรวจหาเชื้อ  รวมทั้งอาจทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ (เช่น อัลตราซาวนด์)
 การรักษา  ผู้ป่วยอาจต้องพักรักษาในโรงพยาบาล ให้การรักษาตามอาการ  (เช่น ให้ยาแก้ปวด ลดไข้, ให้น้ำเกลือ, ให้เลือดถ้าซีด) และให้ยาปฎิชีวนะตามเชื้อที่ก่อโรค
 ในรายที่เป็นปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน  จะให้ยาปฎิชีวนะที่สามารถครอบคลุมเชื้อหนองในและเชื้อคลามีเดีย ดังนี้
1. ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาล อาจให้ยาขนานใดขนานหนึ่งดังนี้
๐ ฉีดเซฟไตรอะโซน (ceftriaxone  ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโรสปอริน) 1 กรัม  เข้าหลอดเลือดดำ ทุก 8 ชั่วโมง (หรือ augmentin 1 ขวด ทุก 8 ชม) ร่วมกับฉีดหรือกินดอกซีไซคลีน  100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 48 ชั่วโมง แล้วจึงให้กินดอกซีไซคลีน จนครบ 14 วัน

2. ในกรณีที่ไม่ต้องพักรักษาในโรงพยาบาล ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก  โดยให้ยาขนานใดขนานหนึ่งดังนี้
๐ ฉีดเซฟ็อกซิทิน 2 กรัม หรือ เซฟทริอะโซน (ceftriaxone  ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโรสปอริน) 250 มิลลิกรัม เข้ากล้ามครั้งเดียว ร่วมกับกินดอกซีไซคลีน  100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง  หรือ เตตราไซคลีน  500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรืออีริโทรไมซิน  500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 14 วัน
๐ กินโอฟล็อกซาซิน (ofloxacin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลน) 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งนาน 14 วัน  หรือ ซิโปรฟล๊อกซาซิน ciprofloxacin 500 มิลลิกรัมวันละสองครั้ง นาน14 วัน ร่วมกับคลินดาไมซิน 450 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรือเมโทรไนดาโซล

ในบางครั้งการอักเสบเป็นมากจนเกิดหนองในอุ้งเชิงกรานหรือรังไข่ ที่เรียกว่า tubo-ovarian abscess (TOA) ซึ่งในบางคน ที่เป็นทางขวา จะเกิดเข้าใจผิดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบแตกเป็นหนองได้ ในกรณีนี้ ต้องผ่าตัดเพื่อนำหนองออกจึงจะดีขึ้น

ภาวะแทรกซ้อน

  1. หนองในอุ้งเชิงกรานTAO
  2. อาการอักเสบของอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง และปวดเรื้อรัง
  3. เป็นหมัน


คะแนนเฉลี่ย: 4.39
จำนวนผู้ลงคะแนน: 351


โปรดสละเวลาให้คะแนนสำหรับบทความนี้:
สุดยอด  ดีมาก  ดี
ธรรมดา  แย่


525-20ข้อมูลเพิ่มเติม
· top 10 ความก้าวหน้า 2550 6- ยาคุมกำเนิดกินตลอดที่ทำให้คุณไม่ต้องเป็นเมนส์เลย(6026)
· รู้จักวัคซีนใหม่เพื่อผู้หญิงทุกคน สำหรับป้องกันมะเร็งปากมดลูก!(18715)
· คู่มือแม่มือใหม่ สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์(22325)
· รกเกาะต่ำ และตกเลือด ภาวะฉุกเฉินในสตรีมีครรภ์(55324)
· การตั้งครรภ์ ข้อเท็จจริงที่ควรทราบ คลอดเอง-ผ่าออก? อะไรคือความเสี่ยง(91178)

ดูหัวข้อทั้งหมด=>

 ชื่นชอบเนื้อหาสุขภาพของเรา กรุณาโหวตเพื่อเป็นกำลังใจให้เราครับ!