สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา จัดงานราชดำเนินเสวนาครั้งที่ 3 /2551 หัวข้อ พลังขับเคลื่อนระบบประกันสุขภาพได้จริงหรือ ที่สมาคมนักข่าวฯ โดยมีนายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นายจอน อึ้งภากรณ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพฯ นายวิรัตน์ ภู่ระหงษ์ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ประเทศไทย นางสาวปราณี ศรีกำเนิด ผู้แทนสื่อเครือเนชั่น และนายธีรเดช เอี่ยมสำราญ ผู้แทนจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายจอน กล่าวว่า สภาพสังคมปัจจุบันเราเห็นความทุกข์ของประชาชนที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ารักษาพยาบาลแพงๆ โดย เฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการป่วยเรื้อรัง ที่จริงๆ แล้วไม่ว่า จะป่วยด้วยโรคใดเป็นไปตามสิทธิ หรือ ไม่ สิ่งสำคัญทุกคนต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับบริการการรักษาอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ไม่ว่า จะมีเงินในกระเป๋ามาก หรือ น้อยเพียง ใด เพราะเรื่องสุขภาพไม่ใช่สินค้า สุขภาพเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคนในสังคมไม่ว่า จะรวย หรือ จน ที่ผ่านมาภาคประชาชนมีการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพให้เข้าสู่ประชาชนอย่างแท้จริงมาโดยตลอด เห็นได้จากความสำเร็จจากการต่อสู้ของภาคประชาชนในการผลักดันกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และได้มีการจัด ตั้งเป็นองค์การมหาชน โดยมี นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สมัยนั้น เป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ซึ่งต้องยกย่องเพราะ นพ.สงวน ทำงานโดยคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง
อดีต ส.ว. กรุงเทพฯ กล่าวต่อว่า จากการผลักดัน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถือว่า เป็นกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมมาก โดยหลักการทำงานจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่นและภาคประชาชนทั่วไป เข้าร่วมเพื่อกำหนดแนวทางการทำงาน ที่สำคัญระบบนี้ ยังให้อำนาจแก่ประชาชนในการเลือกการดูแลสุขภาพภายในชุมชนของตนได้อย่างเสรี โดยสามารถจัดตั้งคลินิกชุมชนขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพของคนในชุมชนนั้นๆ โดย สปสช. จะเป็นผู้สนับสนุน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ระบบดังกล่าว ยังประสบปัญหาเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมา เคยหารือกันภายในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพพบว่า ประเทศไทยยังค่อนข้างขาดแคลนแพทย์ตามพื้นที่ชนบทต่างๆ จนมีความคิดกันในองค์กรส่วนท้องถิ่นว่า จะมีการสนับสนุนให้คนในท้องถิ่นหันมาสนใจในการศึกษาด้านแพทย์ และพยาบาล
นายจอน กล่าวอีกว่า จากข้อดีข้อเสียของระบบดังกล่าว สื่อมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจถึงการมีส่วนร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพมากยิ่งขึ้น แตกต่างจากระบบราชการที่เน้นการบริหารจากบนลงล่าง แต่ระบบนี้ เน้นการมีส่วนร่วม ช่วยกันคิดช่วยกันทำ เช่น การเรียกร้องเพิ่มสิทธิการรักษาให้ผู้ป่วยโรคไต ทำให้ปัจจุบันมีการเปิดสิทธิประโยชน์การล้างไตผ่านช่องท้องให้กับผู้ป่วย เช่นเดียวกับการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึง และ ล่าสุด มีการพิจารณาสิทธิการให้สารเมทโทโดนกับผู้ใช้ยาเสพติดจำพวกเฮโรอีนเพื่อลดอันตรายและเลิกใช้ยาเสพติด ที่ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณา อย่างไรก็ตาม สำหรับการรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพหลายคนคิดว่าคุณภาพการรักษาในระบบยังด้อย แต่ข้อเท็จจริงไม่สำคัญเท่ากับปัญหาเรื่องคิวการรักษา รวมถึงการโยกย้ายสิทธิการรักษาในกลุ่มแรงงาน โดยบางคนทำงานในเมืองแต่สิทธิการรักษาอยู่ในบ้านเกิดตามจังหวัดต่างๆ ทำให้คิดว่าไม่สามารถรักษาพยาบาลในตัวเมืองที่ทำงานได้ ทั้งๆ ที่ความจริงสามารถโยกสิทธิการรักษาตามสถานที่ทำงานได้เช่นกัน
อดีต ส.ว. กรุงเทพฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังมีปัญหาเรื่องภาวการณ์แข่งขันสูงระหว่างโรง พยาบาลรัฐและเอกชน โดยเฉพาะจากการตั้งนโยบายศูนย์การทางการแพทย์แห่งเอเชีย หรือ เมดิคัล ฮับ ส่งผลให้มีการดึงบุคลากรการแพทย์ไปภาคเอกชนจำนวนมาก และปัญหา คือ แพทย์ที่เข้าสู่ระบบเอกชน ส่วนใหญ่รัฐเป็นผู้ให้ทุนในการศึกษาเล่าเรียน และเมื่อแพทย์เหล่านี้ ต้องการออกจากระบบก็จะถูกปรับ ซึ่งที่ผ่านมา ค่าปรับค่อนข้างถูกมากประมาณ 400,000 บาทเท่านั้น ขณะที่เมื่อไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนก็สามารถหารายได้ได้มหาศาล ดังนั้น จำเป็นต้องมีการเพิ่มค่าปรับให้แพงขึ้น และหากแพทย์ที่มีเป้าหมายต้องการเป็นแพทย์ตามโรงพยาบาลเอกชน ก็ควรศึกษาในระบบเอกชนมากกว่าจะขอทุนจากรัฐบาล
ด้านนายอัมมาร กล่าวว่า 6 ปีที่ผ่านมา มีคำถามว่า คนไทยรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่คำตอบที่ชัดเจน คือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาวบ้านลดลง โดยเฉพาะฐานราก ครัวเรือนที่มีฐานะจนที่สุดในประเทศ ทำให้การล้มละลายจากค่ารักษาลดลง ถือเป็นแนวทางบวก ส่วนที่ยังไม่ชัดเจนและอยากให้ชัดเจน ที่ต้องใช้เวลาหลายปี คือผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนว่า ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้นจริงหรือไม่ มีชีวิตที่ยาวขึ้นมีโรคภัยไข้จริงน้อยลงจริงหรือไม่ จากการเข้าถึงการรักษาแต่เนิ่นๆ ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันได้ ทั้งที่รัฐบาลทุ่มงบไม่ใช้น้อยในการส่งเสริมและป้องกันโรค เรื่องนี้ จึงอยากให้มีการศึกษาต่อไป
นักวิชาการเกียติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวต่อว่า ส่วนบทบาทของสื่อนั้น ส่วนใหญสื่อจะลงข่าวในเรื่องสุขภาพเป็นสำคัญ เช่น การให้ความรู้ว่าควรทานอาหารประเภทใด ไม่ควรทำอย่างไร ที่ล้วนเป็นสารคดีให้ความรู้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากให้สื่อได้มีบทบาทมากขึ้น คือ ควรมีการเจาะลึกข้อมูลที่เสนอข่าวว่า เป็นจริงมากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมา มักเห็นข่าวในแง่ลบ เช่น แพทย์รักษาไม่ดีที่อาจจะพบไม่กี่ครั้ง ต้องยอมรับว่า จะไม่มีปัญหาเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่การนำเสนอข่าวดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยทำให้มีการปรับปรุงมาตรฐานการรักษาให้ตึงขึ้น แต่สิ่งสำคัญการนำเสนอข่าวประเภทนี้ ควรมีการสืบหาว่า สาเหตุใดแพทย์จึงทำการรักษาพยาบาลไม่ดีพอ เพราะเกิดจากปัญหาขาดแคลนแพทย์หรือไม่
ระบบนี้ เป็นระบบของคนไทยทุกคน และมีส่วนร่วมจ่ายในระบบประกันสุขภาพ ที่คนไทยต้องออกมาเรียกร้องทุกครั้งเมื่อเกิดปัญหาขึ้น อย่าปล่อยให้เลยผ่านไป โดยเฉพาะคนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ระบบประกันสุขภาพเท่าที่ควร แต่หากมีการใช้ระบบดังกล่าว และพบว่า มาตรฐานเหลื่อมล้ำ เชื่อว่า พวกเขาจะออกมาเรียกร้องอย่างแน่นอน ที่การเรียกร้องจะนำ ไปสู่การแก้ไขมาตรฐานในอนาคต นายอัมมาร กล่าว
นักวิชาการเกียติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวอีกว่า สรุปได้ว่า ขณะนี้ ปัญหางบประมาณแม้จะขาดแคลน แต่ยังไม่มากเทียบเท่ากับปัญหาขาดแคลนบุคลากร ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข แต่ไม่ใช่ว่า ปัญหางบประมาณจะไม่ต้องสนใจเลย เพราะปัจจุบันหลายคนมักพูดว่า สปสช. มีการปรับงบประมาณค่ารักษาพยาบาลรายหัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากพิจารณาดีๆ โดยต้องนำไปเปรียบเทียบกับระบบสวัสดิการข้าราชการจะพบว่า มีความแตกต่างกันมาก โดยระบบสวัสดิการข้าราชการประมาณ 4 ล้านคนได้งบประมาณสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นถูกต้องหรือไม่
นายอัมมาร กล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาขาดแคลนแพทย์มีมาอย่างช้านาน สาเหตุหนึ่งมาจากแพทย์เหล่านี้ โยกไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชน ทั้งๆ ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนในสถาบันแพทย์ของรัฐ ที่การจะไปต่อว่า คงไม่ถูกต้อง แต่ต้องยอมรับว่าพวกแพทย์บางกลุ่มก็สามารถแบ็คเม หรือ ใช้เล่ห์กับระบบได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แต่ก็ยอมรับว่า แพทย์พยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนจะมีการบริการที่แตกต่างจากภาครัฐ ความจริงควรมีการศึกษาเชิงลึก วิจัยให้ชัดเจนว่า ระบบการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนแตกต่างกันอย่างไร ใช้เวลาแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในการไปพบแพทย์อยู่ที่การตรวจวินิจฉัย และคำแนะนำจากแพทย์นั้นๆ แต่ส่วนใหญ่คนไทยชอบคิดว่าไปพบแพทย์ต้องได้ยา ต้องฉีดยา เราต้องเปลี่ยนทัศนคติ
สำหรับปัญหาการขาดแคลนแพทย์ นักวิชาการเกียติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ควรเร่งแก้ไขโดยด่วน โดยอาจดำเนินการได้หลายอย่าง ประกอบด้วย ควรมีมาตรการดึงดูดไม่ให้แพทย์ หรือ โรงพยาบาลเอกชนขยายตัวเร็วเกินไป ที่อาจต้องมีการคิดค่าปรับแพทย์ที่ใช้ทุนรัฐบาลแต่ต้องการทำงานในโรงพยาบาลเอกชนให้สูงขึ้น โดยเฉพาะช่วง 5-6 ปีข้างหน้า ต้องเก็บให้สูง เพราะโรงพยาบาลเอกชนจะขยายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรเก็บภาษีจากผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ารับบริการรักษาอย่างน้อยร้อยละ 20-30 จากบิลค่าใช้จ่าย นอกจากภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งในส่วนของผู้ป่วยที่จ่ายเงินค่ารักษาเองในโรงพยาบาล ควรมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นกัน ซึ่งเฉพาะภาษีที่เก็บจากผู้ป่วยต่างชาติได้ 2,000 ล้านบาทต่อปี และเมื่อรวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะทำให้มีเงินไหลเข้าสู่ระบบ 5,000-6,000 ล้านบาทต่อปี
หลายคนเกรงว่าหากทำเช่นนี้แล้วจะไม่สามารถแข่งขันบริการสุขภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์นั้น ต้องบอกว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องที่โรงพยาบาลจะหามาเงิน หรือแต่ประเทศเองจะมาอ้างว่าเพื่อหาเงินเข้าประเทศ ซึ่งหากจะแข่งขันบริการสุขภาพได้นั้น ก่อนอื่นต้องมั่นใจว่า การดูแลสุขภาพคนไทยในประเทศต้องดีก่อนจะไปแข่งขันกับต่างประเทศ นายกล่าว และ ว่า อย่างไรก็ตาม ตนมีความฝันอยากให้ผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ระบบหลักประกันสุขภาพใดก็ตาม หากเดินเข้าไปโรงพยาบาล และมีเลข 13 หลัก ทุกโรงพยาบาลจะต้องรับรักษาทั้งหมด และจะไม่มีการถามว่าคนไข้อยู่ในสิทธิใด ซึ่งจะทำให้ทุกระบบเท่าเทียมกัน
ทางด้านนายวิรัตน์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนของสื่อและภาคประชาชนมีส่วนสำคัญมาก เห็นได้จากการเรียกร้องให้มีการรักษาพยาบาลการล้างไตผ่านช่องท้องในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ที่ผ่านมาประสบปัญหาการรักษาไม่ทั่วถึง แต่ปัจจุบัน สปสช. ได้บรรจุการรักษาดังกล่าว ไว้ในหลักประกันสุขภาพแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลสำเร็จในการขับเคลื่อนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ประชาชนยังไม่เข้าใจระบบหลักประกันสุขภาพอย่างแท้จริง หลายคนยังไม่รู้สิทธิประโยชน์ที่ตัวเองได้รับทำให้พลาดโอกาสการรักษาพยาบาล สื่อต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำหลายคนไม่เข้าใจคำว่า ยาสามัญ ซึ่งเป็นยาลอกเลียนแบบยาต้นแบบที่มีราคาแพง โดยเข้าใจว่ายาสามัญไม่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ใช่ความจริง เพราะยาสามัญมีสรรพคุณ สามารถออกฤทธิ์ได้เทียบเท่ายาต้นแบบทุกประการ เชื่อว่า หากประชาชนเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น แม้ว่าจะมีรัฐบาลชุดไหนเข้ามาปรับเปลี่ยนให้แย่ลง การขับเคลื่อนการเรียกร้องเพื่อสิทธิประโยชน์ของประชาชนจะยังคงมีอยู่ตลอดไป
สำหรับระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย จริงๆ แล้วอยากเห็นสื่อนำเสนอ 3 กองทุนของประเทศไทย ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการข้าราชการ ว่ามีความแตกต่าง ไม่เท่าเทียมกันมากน้อยแค่ไหน มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ความจริงอยากให้มีการรวมทั้งสามกองทุนเป็นกองทุนเดียวกัน เนื่อง จากบางกองทุนก็ดูจะไม่ยุติธรรม อย่างเช่น ระบบหลักประกันสังคม ปัจจุบันต้องจ่าย 2 เท่า ต้องจ่ายให้ประกันสังคม และต้องจ่ายภาษี ซึ่งสื่อควรมีการนำเสนอเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนรับทราบ และเกิดกระบวนการแก้ไขหรือพัฒนาต่อไป ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ประเทศไทย กล่าว
ส่วน นพ.วินัย กล่าวว่า สื่อมวลชนมีผลต่อการทำงานของ สปสช.มาก เพราะสามารถสื่อถึงภาพลักษณ์องค์กร การใช้งบประมาณต่างๆ รวมทั้งการของบประมาณเพิ่มเติมจากสำนักงบประมาณแห่งชาติ และยังช่วยให้ประชาชนเข้าใจสิทธิ์ในระบบมากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง ที่สำคัญยังส่งผลต่อสัมพันธภาพของคนไข้และแพทย์ทั้งดีและไม่ดี ซึ่งการนำเสนอของสื่อในสมัย นพ. สงวน ถือว่าดีมาก เพราะสื่อทำให้ตำแหน่งเลขาเป็นตำแหน่งน่าภูมิใจ ทำให้รู้สึกว่าภาพ สปสช. เป็นที่ยอมรับจากประชาชน
ประเด็นงบประมาณนั้นเป็นที่ทราบว่าช่วงแรกๆ จะมีปัญหาเรื่องโรงพยาบาลขาดทุน ไม่มียาเพียงพอแก่การรักษา ซึ่งหากมองในแง่ลบคือระบบแย่ แต่ขณะเดียวกันหากมองในแง่บวกก็มีส่วนทำให้เกิดการผลักดันสำนักงบประมาณแห่งชาติ ให้หันมาพิจารณาถึงความสำคัญของการเพิ่มงบเพื่อสิทธิการรักษาพยาบาลมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันปัญหาขาดแคลนงบประมาณเริ่มน้อยลง เรื่องนี้เห็นได้จากตอนไปเจรจากับสำนักงบประมาณแห่งชาติสมัยนั้น พบว่า สำนักงบประมาณยอมรับว่า เรื่องนี้มีผลต่อการพิจารณา ที่สำคัญพวกเขายังคิดว่าจากปัญหาตรงนี้ทำให้ถูกมองว่าเหมือนนางมารร้ายที่ไม่สนใจสุขภาพประชาชน ดังนั้นเรื่องนี้ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลสื่อ เลขาธิการ สปสช. กล่าว และว่า นอกจากนี้ ความสำคัญของสื่อที่เห็นชัดคือ สื่อมีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องสิทธิและหน้าที่ อย่างเช่นเรื่องล้างไตผ่านช่องท้อง ผู้ป่วยจะชินกับการฟอกไตด้วยเครื่อง แต่เมื่อสื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อดีของการล้างไตผ่านช่องท้องก็ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจมากยิ่งขึ้น
นพ.วินัย กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นความเปราะบางในเรื่องคนไข้กับแพทย์นั้น สื่อสามารถทำความเข้าใจเพื่อให้ระบบหน่วยพยาบาลพัฒนามาตรฐานในเรื่องนี้ ที่สำคัญสื่อยังดึงองค์กรท้องถิ่นต่างๆ เข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพในพื้นที่ของตนเองเพิ่มขึ้น จนขณะนี้ สปสช.ได้จัดตั้งกองทุนระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการสุขภาพในท้องถิ่นของตน โดยรวมแล้วสื่อมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพมาก แต่อีกมุมก็มีส่วนทำให้เกิดความติดขัดโดยไม่ตั้งใจ ยกตัวอย่าง หากอนาคตสื่อมีการนำเสนอความขัดแย้งระหว่าง สปสช.กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาจทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์แบบไม่ตั้งใจ ทั้งๆ ที่เรื่องราวอาจไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่อาจทำให้การทำงานของ สปสช.ยุ่งยากขึ้น
สำหรับปัญหาแพทย์ย้ายทำงานในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ภาครัฐเองก็ควรมีการเพิ่มในเรื่องค่าตอบแทนให้กับแพทย์ในลักษณะที่สมน้ำสมเนื้อเช่นกัน เพื่อไม่ให้แพทย์ลาออกจากระบบไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชน อย่างไรก็ตาม จากที่ได้พูดคุยกับ ศ.ดร. อัมมาร ได้มีการเสนอความเห็นเกี่ยวกับการเก็บภาษีคนไข้ต่างชาติเพื่อนำมาเป็นงบประมาณแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เพราะค่าเรียนแพทย์นั้นแพงมาก เพราะสถาบันการ ศึกษาแพทย์ภาคเอกชนมีค่าใช้จ่ายแพงมากกว่า 1 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแพทย์มีระยะเวลาการเรียน 6 ปี จะต้องใช้เงินถึง 6 ล้านบาท ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยศึกษาในระบบเอกชน
ขณะที่นางสาวปราณี กล่าวว่า การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ยอมรับว่ามีส่วนในการผลักดัน และมีส่วนในการถ่วงรั้งได้ แต่การนำเสนอข่าวบางอย่าง โดยเฉพาะข่าวที่มีผลกระทบต่อสังคมจะมีการพิจารณาถึงผลลัพธ์และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ยกตัวอย่าง ระบบหลักประกันสุขภาพสื่อพิจารณาแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องของประชานิยมที่สังคมชอบก็แห่กันปฏิบัติ แต่เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพแล้ว ยังช่วยปฏิรูปการเงินการคลังให้กับประเทศ เรียกว่าเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะหากประชาชนทั่วไปต้องควักกระเป๋าจ่ายเองคนละ 2 พันกว่าบาทคงไม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่อันชอบธรรมขอบรัฐบาลเพื่อประชาชนทุกคน
ผู้แทนสื่อเครือเนชั่น กล่าวต่อว่า แม้ระบบหลักประกันสุขภาพจะมีประโยชน์ต่อประชาชนมาก แต่ต้องยอมรับว่า ปัญหาแพทย์ไม่เพียงพอก็เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการรักษาด้วย ซึ่งปัญหานี้มีมานานมาก ไม่สามารถแก้ไขได้สักที จำได้ว่าทำงานเป็นสื่อมวลชนมาตั้งแต่ปี 2535 จนบัดนี้ปัญหายังไม่ได้ถูกแก้ไขเลย อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่ผ่านมาสื่อรับรู้มาโดยตลอด เมื่อได้รับสารได้รับข่าวจากแหล่งใดก็จะมีการพิจารณาข้อเท็จจริง แต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นเช่นกันว่า ปัญหาบางอย่างที่ถูกนำเสนอออกสื่อนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดมานาน เรื่องนี้จึงเป็นคำถามที่น่าคิดว่า เมื่อไหร่จะยุติ แต่เข้าใจว่า ปัญหาอย่างระบบหลักประกันสุขภาพจำเป็นต้องใช้เวลานาน ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขที่มีประโยชน์ต่อประชาชนบางอย่างก็สำเร็จ บางอย่างก็ยังไม่สำเร็จ เรื่องนี้ จึงต้องมีการผลักดันต่อไป ทั้งในส่วนของภาคประชาชน และสื่อมวลชนเอง
ที่มา ไทยรัฐ
ความเห็นของไทยเฮลท์ และผู้ปฏิบัติงาน ในมุมมองของแพทย์ คลิกอ่านได้ที่นี่ ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในมุมมองของแพทย์ที่ปฏิบัติงาน