จากข่าวเรื่อง อัมมาร์ชงเพิ่มภาษีคนไข้ต่างชาติ แก้ปัญหาหมอภาครัฐขาดแคลน ในหน้า18 ของนสพ.กท.ธุรกิจฉบับวันที่ 2 มิย 51 นั้น อาจารย์อัมมาร์ สยามวาลา พูดว่าหมอแบล็คเมล์ระบบ เพราะเรียนหมอด้วยเงินภาษีประชาชน แต่หมอย้ายไปเอกชนก่อนหมดสัญญา และแนะให้เพิ่มค่าปรับหมอให้มากกว่า 400,000 บาท เพราะว่าอัตราค่าปรับนี้ใช้มา 10 กว่าปีแล้ว และหมอวินัย เลขาธิการสปสชกล่าวว่าเรียนแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน 6 ปีต้องจ่าย 6 ล้านบาทนั้น
ดิฉันขอแสดงความคิดเห็นและอธิบายให้พี่น้องประชาชนทราบดังนี้
1. นักศึกษาแพทย์ของมหาวิทยาลัยรัฐบาลมิได้เรียนแพทย์ฟรี แต่พ่อแม่ต้องจ่ายเงินค่าหน่วยกิตและค่าใช้จ่ายอื่นๆในการศึกษาเหมือนนักศึก ษาคณะวิชาอื่นเหมือนๆกัน การที่รัฐบาลต้องลงทุนสร้างตึกและอุปกรณ์การแพทย์ในโรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์แ พงกว่าคณะวิชาอื่นๆนั้น เนื่องจาก คณะแพทยศาสตร์ต้องสร้างโรงพยาบาลเพื่อรองรับผู้ป่วยให้นักศึกษาแพทย์ได้เรีย น แต่โรงพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์ก็สามารถสร้างรายได้กลับคืนมาสู่รัฐบาลปีละมาก มายมหาศาลโดยมีนักศึกษาแพทย์(ต้อง)ทำงานดูแลรักษาผู้ป่วย(ช่วยอาจารย์) โดยไม่เคยได้รับเงินค่าตอบแทนเลย (ไปถามหาข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราช จุฬา รามา เชียงใหม่ ฯลฯ ได้)
2. มีแต่นักศึกษาแพทย์ทหารของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าเท่านั้นที่ได้ทุ นจริง เพราะพอเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 2 ก็จะได้รับเบี้ยเลี้ยงเป็นค่าที่พัก เสื้อผ้า อาหาร ละยังได้รับยศทหาร ได้บรรจุเป็นข้าราชการตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ และเมื่อเริ่มเรียนปีที่4-6 ต้องขึ้นช่วยอาจารย์ทำงานตรวจรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล ก็ได้ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานให้ทางราชการอีกด้วย
ก็อยากถามว่า นักศึกษาที่เรียนวิศวะ สถาปัตย์ นิติศาสตร์ฯลฯ ก็เรียนโดยใช้ภาษีจากประชาชนเหมือนกัน เสียค่าหน่วยกิตเหมือนนักศึกษาแพทย์ และรัฐบาลก็ใช้ภาษีของประชาชนมาลงทุนให้เกิดการเรียนการสอนในวิชาเหล่านี้เห มือนกับวิชาแพทย์ มีการสร้างโรงฝึกงานเหมือนกัน (ถึงแม้จะลงทุนน้อยกว่าก็ตาม) ในส่วนของนักศึกษาแพทย์ในระหว่างเรียนนั้นได้ช่วยอาจารย์รักษาผู้ป่วยของโรง พยาบาลได้เงินกลับเข้าสู่โรงพยาบาลเป็นปีละหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท แต่ไม่เคยเห็นว่านักศึกษาวิศวะ สถาปัตย์ได้สร้างตึกสร้างถนนให้รัฐบาล หรือนักศึกษากฎหมายก็มิได้ไปว่าความช่วยอาจารย์แต่อย่างใด และถ้านักศึกษาเหล่านี้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน ก็จะต้องจ่ายเงินแพงกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยภาครัฐเหมือนกับการเรียนแพทย์ เช่นเดียวกัน แต่นักศึกษาวิชาเหล่านี้ ก็ไม่ต้องทำสัญญาชดใช้ทุนเหมือนนักศึกษาแพทย์แต่อย่างใด
การที่รัฐบาลบังคับให้นักศึกษาแพทย์ทำสัญญาชดใช้ทุนโดยการบังคับให้ไปทำงานใ ห้รัฐบาล 3 ปี จึงนับว่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมแก่นักศึกษาแพทย์ที่เรียนจบแล้ว และสำนักงานกพ.ก็เคยกล่าวไว้นานแล้วว่า นักศึกษาแพทย์ไม่ได้รับทุนการศึกษาตามความหมายของกพ.ที่จะต้องชดใช้ทุนแต่อย ่างใด
แต่แพทย์จบใหม่ทั้งหลายก็ตกอยู่ในภาวะจำยอมและต้องเสียสละ อดทน ไปชดใช้ทุนตามที่รัฐบาลต้องการเพื่อบริการประชาชนในที่ชนบทหรือทุรกันดารห่า งไกล เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ตามพระราโชวาทของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร ์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก องค์บิดาแห่งวงการแพทย์ไทย ที่ให้ถือประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่1 ก่อนประโยชน์ส่วนตน
จะเห็นได้ว่าแพทย์ไทยยอมใช้ทุนมาเกือบ 40 รุ่นแล้ว แต่การที่ปัจจุบันแพทย์ส่วนหนึ่งตัดสินใจลาออกก่อนใช้ทุนครบ(ตามที่อจ.อัมมา ร์เรียกว่า แบล็คเมล์ นั้น) สาเหตุการลาออกของแพทย์(จากการสำรวจข้อมูลของแพทยสภา)พบว่าเกิดจาก ต้องทำงานหนักเกินกว่าสัปดาห์ละ 90-100 ชั่วโมง ต้องตรวจผู้ป่วยวันละเป็น100-200 คน ซึ่งเสี่ยงต่อการตัดสินใจรักษาที่ผิดพลาด เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง เสี่ยงต่อการถูกตัดสินจำคุกในความผิดฐานฆ่าคนตายโดยประมาท และเสี่ยงต่อการถูกประชาชนและสื่อมวลชนด่าว่า แพทย์ชุ่ย มิพักต้องอ้างถึงอัตราเงินเดือนเริ่มต้นเพียง 10.000 บาท และถูกบังคับทำงานนอกเวลาราชการหามรุ่งหามค่ำติดต่อกันคราวละ 32-48 ชั่วโมง และค่าตอบแทนการทำงานในเวลาวิกาลเพียงชั่วโมงละ 50 บาท
แพทย์ส่วนใหญ่ก็ยังยอมเสียสละและอดทนทำงานแบบนี้มาเกือบ 40รุ่นแล้ว แต่ปัจจุบัน แพทย์เกือบครึ่งหนึ่งที่จบใหม่ทนสภาพงานหนัก เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง เสี่ยงติดคุก และค่าจ้างต่ำไม่ไหวแล้ว ก็ต้องเลือกทางเดินชีวิตอื่นที่ดีกว่าถูกบังคับทำงานเยี่ยงทาส แต่กระทรวงสาธารณสุขกลับมิได้สนใจจะแก้ปัญหาภาวการณ์ทำงานของแพทย์ กลับ คิดแต่จะ กักขังแพทย์ไว้ให้ทำงานในโรงพยาบาลของรัฐ ด้วยการเพิ่มค่าปรับอย่างเดียว โดยอ้างแต่ว่าค่าครองขีพปัจจุบันสูงมาก แต่ไม่เคยคิดว่าค่าครองชีพแพงแต่ค่าแรงถูกและควรแก้ไขตรงนี้ด้วย
จึงเรียนมาให้ท่านบก.พิจารณานำจดหมายฉบับนี้ลงตีพิมพ์เพื่อให้สาธารณชนได้รั บทราบความจริงตามนี้ เพื่อกระทรวงสาธารณสุขจะได้แก้ไข ความไม่เป็นธรรมของข้าราชการแพทย์ที่ถูกบังคับชดใช้ทุน และทำงานเสี่ยงอันตรายต่อตนเอง และประชาชนก็เสี่ยงอันตรายจากการรักษาที่อาจผิดพลาดได้ง่ายเพราะประชาชนมีเว ลาได้พบหมอแค่คนละ 2-4 นาทีเท่านั้น
พร้อมนี้ดิฉันได้แนบบทความเรื่อง วิกฤติเศรษฐกิจพอเพียงทางการแพทย์ของประเทศไทยและการแก้ไข มาเพื่อเผยแพร่ต่อไป
ขอขอบคุณล่วงหน้า
ขอแสดงความนับถือ
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับเปลี่ยนเงินเดือนและค่าตอบแทนแพทย์ใน
ภาคราชการของแพทยสภา