ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น (ประกอบด้วยหลัก3 ประการคือพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันอันตรายหรือความเสี่ยงโดยมีเงื่อนไขความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) และเงื่อนไขคุณธรรมคือ ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดออม แบ่งปัน
โดยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ควรมุ่งเน้นสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันความเสี่ยง โดยยึดหลักทางสายกลางและความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผลและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนการใช้ความรู้ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และมีคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจละการกระทำ ทั้งประชาชนและรัฐบาล อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ประชาชน(ทุกหมู่เหล่า)อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข สังคมมีความเข้มแข็งและประเทศชาติมั่นคง เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตให้มีความสุขในปัจเจกบุคคล สำหรับเศรษฐกิจมหภาคนั้น ระบบเศรษฐกิจพอเพียงอาจทำให้ระดับการบริโภคโดยธรรมลดลง (1,2)
ส่วนความหมายของการแพทย์ ในที่นี้หมายถึง medical services ซึ่งเป็นการบริการทางการแพทย์หรือบริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร เริ่มจากการส่งเสริมสุขภาพ(ปรึกษาปัญหาสุขภาพและการให้ความรู้เรื่องสุขภาพแ ก่ประชาชน ) การป้องกันโรค การตรวจคัดกรองก่อนการเจ็บป่วย การตรวจวินิจฉัยโรคเมื่อเจ็บป่วย การรักษาเมื่อเจ็บป่วยและการฟื้นฟูสุขภาพให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม ( health promotion by counselling and health education, prevention of diseases and accidents,screening of diseases,diagnosis and treatment, and rehabbilitation) (1) ซึ่งการบริการทางการแพทย์นี้ ทำโดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีแพทย์เป็นผู้วางแผนและเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการทางการแพทย์ (และเป็นจำเลยที่1 ในการถูกฟ้องร้อง )
ถ้าเรานำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาวิเคราะห์ในเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วน หน้าและระบบบริการทางการแพทย์ไทยแล้ว เราจะพบว่าระบบบริการทางการแพทย์ไทยนั้นกำลังเกิดวิกฤติเนื่องจากไม่ยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียงดังนี้คือ
1. ความไม่พอประมาณและไม่สมเหตุผลดังนี้
1.1ให้สิทธิ์แก่ประชาชน47 ล้านคนมารับการรักษาพยาบาลได้ทุกโรคทุกเวลา แต่ขาดงบประมาณที่เพียงพอ(เอกสารหมายเลข4)ทำให้เกิด.ความไม่พอเพียงของงบประ มาณและบุคลากร การให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(เริ่มจาก30บา ทไปเป็นศูนย์บาท) นั้น ไม่ได้ยึดหลักความพอประมาณและพอเพียง คือขาดงบประมาณที่พอเพียง ขาดบุคลากรที่พอเพียง แต่ประชาชนมาใช้บริการมากเกินไป (3)
1.2 ความไม่สมเหตุผลคือประชาชนมาโรงพยาบาลมากกว่าที่จำเป็น เนื่องจากไม่ต้องรับผิดชอบดูแลรักษาสุขภาพของตนองเลย(พบว่าหลังจากการใช้พ.ร .บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ.2545แล้วประชาชนมาโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท ่า(เอกสารหมายเลข3)แม้จะเจ็บป่วยเล็กน้อยไม่รีบด่วนหรือสามารถดูแลปฐมพยาบาล เบื้องต้นได้เองแต่ไม่สนใจจะเรียนรู้หรือรับผิดชอบ แต่มาโรงพยาบาลโดยไม่เลือกเวลา ทำให้บุคลากรต้องทำงานมากตลอด 24ชั่วโมง เช่นแพทย์ต้องทำงานถึงสัปดาห์ละ 90-100 ชั่วโมงทั้งกลางวันกลางคืน (4) แพทย์ต้องตรวจผู้ป่วยเพียงคนละ 2-5 นาทีเพราะไม่เช่นนั้นจะตรวจผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลไม่ได้หมดทุกคน (เอกสารหมายเลข4และ5) ต่อมาเมื่อรัฐบาลยุคหลังการรัฐประหารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประก าศยกเลิกการจ่ายเงินครั้งละ 30 บาทในการมาตรวจรักษา ยิ่งทำให้จำนวนผู้ป่วยมารับการตรวจรักษาเพิ่มขึ้นอีกเป็นสองเท่า(จากการสังเ กตของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน)
1.3 ความไม่สมเหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ ให้สิทธ์ประชาชนทั้งรวยและจนเพียง 47 ล้านคนเท่านั้นที่สามารถใช้สิทธิ์ตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ประชาชนที่เป็นลูกจ้างที่อาจจะยากจนอีก เกือบ10 ล้านคนที่ต้องจ่ายเงินตนเองทุกเดือน เพื่อที่จะได้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในสังคม (3)
2. ขาดภูมิคุ้มกันอันตรายจากการบริการด้านการแพทย์ การที่ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลมากกว่าจำนวนแพทย์ที่ตรวจรักษาจนแพทย์ขาดการพักผ่อ นและมีเวลาตรวจผู้ป่วยน้อยเกินไป จึงทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออันตรายของประชาชน เพราะแพทย์มีเวลาน้อยเกินไปในการใช้ความรู้อย่างมีเหตุผลและระมัดระวังในการ พินิจพิเคราะห์และใช้วิจารณญาณในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย(เพราะมีเวล าน้อย ต้องรีบทำงาน) ซึ่งทำให้ขาดภูมิคุ้มกันต่อผลร้ายแรงจากการรักษาหรือเสี่ยงต่อความเข้าใจผิด ของประชาชน (มีเวลาน้อยจึงอาจไม่สามารถอธิบายให้ผู้ป่วย เข้าใจได้) จึงเห็นได้ว่าประชาชนฟ้องร้องแพทย์มากขึ้น(อ้างจากกระแสข่าวในสื่อมวลชน (3) (5) (7) (9)( และสาเหตุแห่งการฟ้องร้องก็เกิดจากประชาชนมีความคาดหวังสูงเกินไป(ว่าไปหาหม อแล้วต้องหายเจ็บ หายไข้ ไม่ตาย ไม่พิการ ไม่มีโรคแทรกซ้อน) ทั้งๆที่ตามความเป็นจริงแล้วผลอันร้ายแรงจากการรักษานั้นอาจเป็นเพราะอาการร ุนแรงของโรค มีโรคแทรกซ้อน ผู้ป่วยมีสภาพเจ็บป่วยเกินเยียวยาหลายระบบของร่างกาย หรือเกิดจากการตอบสนองการรักษาที่ไม่เป็นไปตามปกติจากปฏิกิริยาของร่างกายผู ้ป่วยเอง หรือเกิดจากอาการอันไม่พึงประสงค์จากยาหรือจากการรักษา)
นอกจากนั้นการที่แพทย์ต้องทำงานมากเกินไปในเวลาอันยาวนาน ต้องทำงานติดต่อกัน 24-36 ชั่วโมง (4) จะก่อให้เกิดความเหนื่อยล้า ความเครียด ทำให้ใช้ความคิดและวิจารณญาณได้ไม่เต็มที่และเสี่ยงต่อการตัดสินใจผิดๆ เกิดผลเสียหายต่อประชาชนที่มารับการตรวจรักษา หรือเสี่ยงต่อความหงุดหงิด อารมณ์ไม่แจ่มใส อาจมีผลให้พูดจาไม่ดี เกิดความขัดแย้งกับผู้ร่วมงานและประชาชนที่รับบริการ ทำให้เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องและร้องเรียนเพิ่มขึ้น
3.ความไม่พอเพียงด้านบุคลากร บุคลากรทุกประเภทขาดแคลน แต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะแพทย์ เนื่องจากแพทย์ถูกฟ้องมากขึ้น ทำให้เกิดความเครียด กลัวถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ทำให้หมอลาออกมากขึ้น นับจากปีพ.ศ. 2544 เป็นต้นมา จำนวนแพทย์ลาออกมีประมาณเกือบครึ่งของจำนวนแพทย์ที่จบการศึกษาใหม่(
จึงยิ่งทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรแพทย์ยิ่งขึ้น ทำให้แพทย์มีภาระงานมากขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่ออันตรายจากการไปรับบริการทางการแพทย์เพ ิ่มขึ้น (6) (7)
4. ทั้งประชาชนและแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์มีความทุกข์ จากเหตุผลในข้อ2 จะเห็นได้ว่าประชาชนที่ไปหาหมอก็มีความทุกข์จากการไม่ไว้ใจแพทย์หรือกลัวว่า จะได้รับผลร้ายจากการรักษา หรือได้รับการรักษาที่ผิดพลาดเพราะแพทย์มีเวลาให้ผู้ป่วยแต่ละคนน้อยเกินไป( เอกสารหมายเลข 2)ในขณะเดียวกันแพทย์ก็มีความทุกข์ จากความเสี่ยงที่อาจจะถูกฟ้องเมื่อไรก็ได้ ทำให้ทั้งประชาชนที่ไปหาหมอและตัวหมอเองต่างก็มีความทุกข์ ความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างก็มีความเครียดและต่างก็ไม่อยู่เย็นเป็นสุข (7,10)
สรุป จากเหตุผลดังกล่าวแล้ว ทำให้แพทย์ลาออกจากกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้น (
การรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนแพทย์ในปีนี้ ก็พบว่ามีผู้สมัครเรียนแพทย์น้อยลง ต้องคัดเลือกเพิ่มเติม 3-4 ครั้งจนทำให้ได้รับนักเรียนที่มีผลการเรียนต่ำ และนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกให้เรียนแพทย์ก็พากันสละสิทธิ์ไม่เข้าเรียนถึง 25% (9) ทำให้น่าเป็นห่วงว่าในอนาคต มาตรฐานการแพทย์ไทยจะล้าหลังนานาอารยะประเทศหรือถอยลงไปในอันดับท้ายๆ เนื่องจากนักศึกษาที่มีคะแนนสูงๆไม่อยากเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์
นอกจากนั้นงบประมาณจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่กระทรวงสาธารณสุขได้ร ับจากรัฐบาลผ่านสปสช.ก็ไม่เพียงพอกับภาระงานของโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น (3) แต่รัฐบาลกลับต้องจ่ายเงินให้สปสช. มากมายมหาศาลทั้งค่าเช่าสำนักงาน เงินเดือนบุคลากร ค่าเบี้ยประชุมกรรมการที่แพงกว่ากำหนดในระบบราชการ และงานที่ทำก็ซ้ำซ้อนกับงานของกระทรวงสาธารณสุข และยังไปดึงบุคลากรทั้งแพทย์และพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขที่ขาดแคลนอยู่แล้ วให้ลาออกมาอยู่ สปสช มากขึ้นเนื่องจากการเป็นแพทย์ของสปสชได้รับเงินเดือนสูงกว่าเป็นแพทย์รัฐบาล ประมาณ 4-5 เท่าและไม่ต้องตรวจผู้ป่วยละไม่ต้องทำงานนอกเวลาราชการด้วย
นอกจากนั้น การที่รัฐบาลจัดงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพไม่เพียงพอ ทำให้โรงพยาบาลของรัฐขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณภาพมาตรฐานของโรงพยาบาลรัฐตกต่ำไม่เท่าเทียมกับโรงพยาบาลเอกชน ก่อให้เกิดบริการสองมาตรฐาน ประชาชนผู้มีฐานะพอที่จะจ่ายได้เอง ก็เลือกที่จะไปโรงพยาบาลเอกชน (เอกสารหมายเลข3) ส่วนประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อาจได้รับบริการทางการแพทย์ที่ด้อยมาตรฐาน
แม้แต่อาจารย์อัมมาร์ สยามวาลาเองก็เคยพูดว่า ตัวเขาเองก็ไม่กล้าไปโรงพยาบาลรัฐบาล
ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลผู้มีอำนาจบริหาร ควรพิจารณาดำเนินการปฏิรูประบบบริการด้านการแพทย์ใหม่โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐ กิจพอเพียงตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการด้านการแพทย์อย่างพอประมาณ สมเหตุผล เป็นธรรม และทั่วถึง รัฐบาลไม่ต้องอุ้มคนรวย แต่จะสามารถช่วยคนจนให้ได้รับบริการที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น และให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการสร้างสุขภาพอย่างจริงจังไม่ใช่เฉพาะพ ูดไว้เท่านั้น ซึ่งจะช่วยลดภาระงานของแพทย์ที่มีมากเกินไปให้น้อยลงเพื่อที่จะช่วยให้แพทย์ มีเวลาทำงานรักษาประชาชนอย่างมีคุณภาพเพิ่มขึ้น และรัฐบาลก็จะจ่ายเงินในการประกันสุขภาพของประชาชนลดลง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมจ่ายในกรณีที่ประชาชนสามารถรับผิดชอบได้ อันจะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอในการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ของประเท ศไทยให้เจริญพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างยั่งยืนและสมดุล เพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่าจะได้มีสุขภาพดี อยู่ร่วมกันในสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข ส่งผลให้สังคมเข้มแข็งและประเทศชาติมั่นคงตลอดไป
อนึ่งในขณะที่จำนวนแพทย์มีน้อย การแก้ไขปัญหาภาระงานที่มากเกินไปของแพทย์ยังสามารถทำได้ด้วยการ เพิ่มแรงจูงใจ ให้ แพทย์ยังอยากจะทำงานในโรงพยาบาลของรัฐอย่างเต็มใจ ไม่ใช่ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนของสัญญาทาส และบังคับให้ทำงานมากถึงสัปดาห์ละ 100-120 ชั่วโมง โดยมีเงินเดือนเริ่มต้นเพียง 10,000 บาท และจ่ายค่าล่วงเวลาในการรักษาชีวิตคนเพียงชั่วโมงละ 50 บาทเท่านั้น อาจารย์อัมมาร์ สยามวาลา พูดว่าหมอแบล็คเมล์ระบบ เพราะเรียนหมอด้วยเงินภาษีประชาชน( นักศึกษาแพทย์มิได้เรียนฟรี แต่พ่อแม่ต้องจ่ายเงินค่าหน่วยกิตเหมือนนักศึกษาคณะอื่นเหมือนๆกัน )แต่ใช้ทุนแค่ 400,000 บาท และหมอวินัย เลขาสปสชก็บอกว่าเรียนหมอในมหาวิทยาลัยเอกชนต้องจ่ายเงินปีละ 1 ล้านบาท
ก็อยากถามว่า เรียนวิศวะ สถาปัตย์ นิติศาสตร์ ก็เรียนโดยใช้ภาษีจากประชาชนเหมือนกัน ในส่วนของนักศึกษาแพทย์ในระหว่างเรียนนั้นได้ช่วยอาจารย์รักษาผู้ป่วยของโรง พยาบาลได้เงินกลับเข้าสู่โรงพยาบาลเป็นปีละหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท แต่ไม่เคยเห็นว่านักศึกษาวิศวะ สถาปัตย์ได้สร้างตึกสร้างถนนให้รัฐบาล หรือนักศึกษากฎหมายก็มิได้ไปว่าความช่วยอาจารย์แต่อย่างใด และถ้านักศึกษาเหล่านี้ไปเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน ก็จะต้องจ่ายเงินแพงกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยภาครัฐเหมือนกับการเรียนแพทย์ เช่นเดียวกัน แต่นักศึกษาวิชาเหล่านี้ ก็ไม่ต้องทำสัญญาชดใช้ทุนเหมือนนักศึกษาแพทย์แต่อย่างใด
เอกสารอ้างอิง
1)ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
2)http//www.sufficiency economy.org)
3) รศ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ เรียบเรียงและบรรณาธิการ และคณะทำงานจัดทำข้อเสนอเพื่อพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข: ร่างข้อเสนอระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ธันวาคม 2548
4)ฉันทนา ผดุงทศและคณะ :ชั่วโมงการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ; วารสารวิชาการสาธารณสุข 2550;16: 493-502
5)ศ.ศุภชัย ยาวะประภาษและคณะ :โครงการกำหนดยุทธศสาตร์กำลังคนภาครัฐ : กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์
6)นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์: การช่วยเหลือเบื้องต้น ตามพ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 บรรยายในการประชุมแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2549
7) ศ.คลินิก นพ.อำนาจ กุศลานันท์ เลขาธิการแพทยสภา :ในรายงาน ผลการสัมมนา เรื่องสิทธิ ปัญหา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการและผู้รับบริการทางการแพทย์ 18 กรกฎาคม 2550
8)ข้อมูลจากกลุ่มบริหารงานบุคคลสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข
9)รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล :ในรายงาน ผลการสัมมนา เรื่องสิทธิ ปัญหา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการและผู้รับบริการทางการแพทย์ 18 กรกฎาคม 2550
10)นายสัมภาษณ์ กูลศรีโรจน์ ผู้แทนเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ : สิทธิของผู้ป่วยกับปัญหาระบบการทำงานของผู้ให้บริการทางการแพทย์ ในในรายงาน ผลการสัมมนา เรื่องสิทธิ ปัญหา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการและผู้รับบริการทางการแพทย์ 18 กรกฎาคม 2550
แพทย์หญิงเชิดชู อริยศรีวัฒนา