ผู้ให้บริการสุขภาพ ได้มองเห็นว่า จะมีปัญหาเกิดขึ้น จากผลกระทบของ พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ในมุมมองของผู้ให้บริการสุขภาพ เรามาดูบทวิเคราะห์ ของ นอ(พิเศษ)นพ.อิทธิพร คณะเจริญ จากแพทยสภา กันครับ
ตามที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ลงในพระราชกิจจานุเบกษา วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และจะมีผลบังคับใช้ใน 180 วันคือ วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2551 โดยมีเจตนารมณ์ที่ดีในการให้การคุ้มครองแก่ประชาชนผู้บริโภคซึ่งได้รับผลกระ ทบจากการซื้อสินค้าและบริการที่ไม่ปลอดภัย และถูกเอาเปรียบจากเจ้าของกิจการที่มุ่งหวังกำไร ในการขายทรัพย์สินเช่น รถยนต์ บ้าน เครื่องมือ อุปกรณ์ อาหาร รวมถึงการขายบริการเช่นในรูปการซื้อบริการสมาชิกต่าง ๆ ของสถานที่ออกกำลังกาย แล้วถูกฉ้อโกง เป็นต้น ซึ่งเป็นกิจการที่สามารถตั้ง มาตรฐานและกำหนดการตรวจสอบได้ง่าย นับเป็นความมุ่งหวังที่ดีในการคุ้มครองประชาชนในส่วนช่องว่างที่ไม่มีกฎหมาย ดูแลในปัจจุบันนั้น
ในการนี้ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า การบริการทางสาธารณสุขกว่า 180 ล้านครั้งต่อปี ซึ่งเป็นการบริการประชาชนเช่นกัน แต่มิได้อยู่บนความต้องการค้ากำไรและแสวงหาหลอกลวงลูกค้า หากแต่เกิดขึ้นเพื่อบำบัดความทุกข์ ประชาชนจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยการบริการส่วนใหญ่ซึ่งดูแลโดยภาครัฐ ในสถานพยาบาลกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นการดูแลและให้บริการประชาชน โดยไม่คิดมูลค่าเป็นการค้าหรือกำไร และมิได้หลอกลวงให้มาใช้บริการได้ดัง เช่นสินค้าในตลาดทั่วไป ผ่านระบบที่รัฐเป็นผู้จัดสรรงบประมาณให้ ในรูปแบบ
1. ผ่านหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดูแล 46 ล้านคน
2. รัฐจัดสวัสดิการรักษาข้าราชการดูแล 8 ล้านคน
3. ประชาชนจ่ายร่วมกับรัฐ ในรูปแบบประกันสังคมดูแล 9 ล้านคน และ
4. กลุ่มผู้ใช้บริการในสถาน พยาบาลเอกชน 1 2 ล้านคนที่ต้องรับผิดชอบตนเอง
มีการให้บริการด้วยบุคลากรทางการแพทย์หลากหลายระดับ ทั้ง
แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด และสาขา สหเวชศาสตร์ อีกรวมเป็นจำนวนหลายแสนคน ที่มิได้มุ่งหวังค้ากำไรเป็นพื้นฐาน ทั้งมีพระราชบัญญัติวิชาชีพของตนเอง อย่างน้อย 6 ฉบับไม่นับรวมพระราชบัญญัติทางสาธารณสุข ซึ่งครอบคลุม ยา เวชภัณฑ์ อาหาร สินค้าไม่ปลอดภัย อีกกว่า 11 ฉบับ และร่างพระราชบัญญัติอีก 4 ฉบับ รวมกว่า 20 ฉบับ คุ้มครองเกือบทุกกรณี โดยมีรายละเอียดจากผู้ร่างในสาขาวิชานั้น ๆ เฉพาะอยู่แล้วที่ให้การคุ้มครองประชาชน ที่บัญญัติไว้กว้างขวาง ลึกซึ้งลงรายละเอียดจำเพาะเกินกว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคซึ่งเป็นบริบทให้สิทธิเพียงกว้าง ๆ เท่านั้น
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือการรักษาพยาบาล มนุษย์นั้น ไม่สามารถตั้งมาตรฐานได้เช่นเดียวกับ สินค้า ที่จะมีความเหมือนกัน เนื่องจาก ผลการรักษาพยาบาล มิได้ขึ้นกับตัวบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ยังต้องขึ้นกับ ตัวบุคคล พฤติกรรม การดูแลสุขภาพ ความรู้พื้นฐาน การสนใจตนเอง การดื่มสุรา ยาเสพติด จนถึงการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ ยา และการปฏิบัติตามคำแนะนำต่าง ๆ ของผู้ป่วยแต่ละรายที่ไม่เท่าเทียมกัน ส่งผลต่อความสำเร็จในการรักษาพยาบาลทั้งสิ้น และแพทย์ไม่สามารถเลือกผู้ป่วยที่ทำการรักษาให้ประสบความสำเร็จสูงสุดได้
หากแต่ต้องบรรเทาทุกข์ให้กับทุกคนที่เข้ามารับการรักษาทั้งหมด เช่นคำกล่าวของท่านนายก แพทยสภา ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ที่ว่า รถยนต์เราเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้เหมือนกันได้ แต่คนเราทำไม่ได้ คนสิบคนเป็นโรคเดียวกัน ใช้ยาเหมือนกันขนาดเท่ากัน บางคนดีขึ้น บางคนไม่ดีขึ้น บางคนหายเร็ว บางคนหายช้า บางคนแพ้ยา สิ่งมีชีวิตเอาไปเทียบกับสิ่งไม่มีชีวิตไม่ได้ เพราะฉะนั้นใช้หลักเกณฑ์เดียวกันแม้มีข้อแนะนำคู่มือแนวทางต่าง ๆ ในการรักษาโรคแต่ใช้ไม่ได้ผลเดียวกันกับทุกคน
ในสภาวะประเทศชาติที่มีปัญหาวิกฤติทางด้านการให้บริการสุขภาพท่ามกลางนโยบา ยภาครัฐที่ เอื้อสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนเข้าถึงบริการอย่างกว้างขวาง โดยไม่มีข้อปิดกั้นด้านการจ่ายค่ารักษาพยาบาลใด ๆ ทำให้การมารับบริการทางการแพทย์นั้นเติบโตเกินสมดุล เพราะแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ รวมถึงทุกวิชาชีพทางสาธารณสุขนั้นมีอยู่จำกัดแม้จะเร่งรัดการผลิตแล้ว
สภาวะขาดแคลนสัมพัทธ์ นี้ก่อให้เกิดปัญหาการให้บริการไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดการเสียความสัมพันธ์ของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ จนเกิดการฟ้องร้องขึ้นจำนวนมากจากความไม่เข้าใจข้อเท็จจริงซึ่งกันและกัน และสะท้อนภาพด้วยการลดลงอย่างวิกฤติ ของจำนวนผู้ให้บริการในภาครัฐ
มีโรงพยาบาลอำเภอต่างจังหวัด บางแห่งไม่มีแพทย์ หรือมีแพทย์คนเดียว ดูแลผู้ป่วยทั้งในและนอก ในระดับคนไข้ 30 เตียง ทำงาน 24 ชั่วโมง 7วัน โดยใน รพ.อำเภอ ทั้ง709 แห่ง (ระดับ2.1-2.2) มี419 แห่ง ที่ขาดแคลนแพทย์ (58%) และมี 185 แห่งขาดแพทย์ระดับรุนแรงทำงานน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราบรรจุ ไม่นับรวมการขาดแคลน พยาบาลและวิชาชีพอื่น และสภาพคนไข้ล้น โรงพยาบาลเป็นภาพที่ทุกคนเห็นจนเคยชินในบ้านเรา
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดการสัมมนาหาแนวทางแก้ไขปัญหาแพทย์ขาดแคลนจากแนวความคิดของท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิชาญ มีนชัยนันท์) โดยได้รับการสนับสนุนจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) ที่ยกปัญหานี้เป็นวาระหลักของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยมีเสียงสนับสนุนจาก รมช.กระทรวงสาธารณสุข (เงา) (นพ.บุรณัฐ สมุทรักษ์-พรรคประชาธิปัตย์)ด้วยเช่นกัน จาก ปัญหาทางสุขภาพของประชาชนที่ต้องการการรักษาของแพทย์ในภาระงานที่มากกว่ากำล ังพลสายแพทย์จะรับไหว การผลิต การกระจายที่ไม่สมดุล ค่าตอบแทนต่ำ ถูกหยิบยกมาดูเพื่อแก้ไขหวังผลให้ ระบบธำรงรักษาแพทย์ไว้ในภาครัฐ ให้มากที่สุด โดยเฉพาะแพทย์ในพื้นที่ชนบทที่ขาดอยู่นับพันคนที่ดูแลคนไข้กว่า 26 ล้านชีวิต ซึ่งเป็นชาวนา ชาวไร่เกษตรกรความรู้น้อยถึง 15 ล้านคนในปัจจุบัน
พระราชบัญญัตินี้จะส่งผลกระทบต่อทั้งรัฐ และประชาชนอย่างมาก โดยมิได้คาดคิดมาก่อน จากการเติมช่องว่าง ผลประโยชน์ ลงไปในระหว่างความสัมพันธ์บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย ทำให้ห่างไกลกันออกไป การที่มีนิติศาสตร์มาอยู่ท่ามกลางเวชศาสตร์ ที่ต้องใช้ทั้งรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์
ก่อให้เกิดปัญหาการรักษาพยาบาลที่มุ่งหวังให้ผู้ป่วยหาย ต้องร่วมกับ การที่ผู้รักษาต้องเกิดความรู้สึกปลอดภัยก่อน จะนำไปสู่การรักษา พยาบาลอย่างระมัดระวังเกินความพอเพียง ในการที่ต้องมีหลักฐานกำกับทุกประการว่าได้คาดคิดถึง สิ่งเล็กน้อยในผู้ป่วยแต่ละรายแล้ว โดยต้องมิให้เกิดความผิดพลาดในภายภาคหน้า ถึง10 ปี ซึ่งจะต้องเกิดการรักษาแบบเชิงป้องกัน เช่น ด้วยการหาผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยร่วม แยกโรคมากมายในกรณีเดียวกันเพื่อร่วมเป็นพยาน และใช้กลไกการวินิจฉัยซับซ้อนเช่น การตรวจเลือดต่างๆ ละเอียดมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น แบบป้องกันตามกฎหมายไม่ใช่เพื่อการรักษา เพราะแพทย์ไม่อาจแน่ใจในสุขภาพพื้นฐานของแต่ละคนที่เดินมารับบริการได้
การตรวจคอมพิวเตอร์สแกนต่างๆ เทคโนโลยีใหม่ๆที่มีมูลค่าสูง เพื่อให้พบรอยโรคที่อาจมีเจอในการตรวจปกติ ในโอกาสที่ต่ำมากๆ (เช่นต่ำกว่าร้อยละ 0.1 หรือ พันละ 1 ราย) แทนที่จะใช้การติดตามอาการหลังการรักษาตามหลักวิชาแพทย์ปัจจุบันที่ก่อให้เก ิดการฟ้องร้องภายหลังได้ กลับต้องใช้วิชา นิติพยาน เข้ามาด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ค่าใช้จ่ายมหาศาลอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
การส่งต่อผู้เชี่ยวชาญจะเกิดขึ้นแบบไม่จำเป็น เพราะแพทย์คุณวุฒิน้อยจะไม่กล้ารับความเสี่ยง จะก่อให้เกิดการรักษาที่ล่าช้ากว่าเดิมจากกลไกระบบ การเดินทาง การส่งต่อ ความคับคั่งในระบบผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยอาจเสียหายมากขึ้นเช่นที่เกิดในสหรัฐอเมริกา (ที่มีผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบตายมากกว่าเราถึง 4 เท่า กล่าวคือ ในสหรัฐเสียชีวิต1.2 รายต่อล้านคน ขณะที่ไทยเสียชีวิตเพียง 0.33 รายต่อล้านคน ในปี 2007 ,เพราะต้องรอนิติพยานชัดเจนก่อนผ่าตัด มิเช่นนั้นอาจถูกฟ้องร้องได้) ขัดต่อนโยบายรัฐที่จะกระจายผู้ป่วยให้ใช้บริการใกล้บ้าน ใกล้ใจ คนไข้จะถูกส่งมากระจุกที่ส่วนกลาง เช่น โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงเรียนแพทย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่ารักษาพยาบาลจากงบประมาณของรัฐที่มีอยู่ ระดับแสนล้าน(สปสช. -2550)นั้น จะต้องจัดเตรียมเพิ่มขึ้นทวีคูณเพื่อรองรับกระบวนการดังกล่าวหรือไม่ ผลกระทบต่อระบบที่น่าจับตามองเป็นดังนี้
. กระบวนการตรวจ-รักษาเปลี่ยนไป เพื่อให้สอดคล้องที่จะเกิดความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ จากตรวจตามความจำเป็น เป็นการตรวจทุกอย่างที่อาจเป็นได้ตามวิชาการ รวมถึงระดับ 1ใน 1,000 หรือ 1ใน10,000 (เช่น อาจต้องตรวจคอมพิวเตอร์ 1,000 ครั้ง เพื่อหาผู้ปวดศีรษะจากเนื้องอกสมอง 1 คน ถ้าใช้เงิน 3,000 บาทต่อคน รัฐเสียเงิน 3,000,000 จากการปวดศีรษะ เพื่อให้ตรวจพบเนื้องอกสมอง 1 ราย ทั้งที่งบประมาณนี้รักษาเนื้องอกสมองได้ เป็นร้อยคนและ เราอาจใช้การติดตามอาการเปลี่ยนแปลงแบบเหมาะสมและตรวจภายหลังเฉพาะที่จำเป็น ได้โดยผลการรักษาต่อคนไข้ไม่แตกต่างกันนัก) หากแต่ผู้ป่วยจะเชื่อทฤษฎีทางการแพทย์หรือไม่ และแพทย์จะกล้าเสี่ยงทนรอดูอาการได้หรือไม่ เราพบว่ามีโรคต้นแบบเช่นนี้นับร้อยโรค ซึ่งกว่า 99.9% ตรวจรักษา แบบเดิมได้ดีและปลอดภัยอยู่แล้ว ภายใต้กฎหมายเดิมๆ แบบเศรษฐกิจพอเพียง กลับต้องเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจป้องกันตนตามนิตินัย ซึ่งมักพบในประเทศที่ร่ำรวย มีแพทย์ ระดับ1ต่อ300คน ประชากรจึงจะทำได้ (ไทยกำหนด 1ต่อ 10,000 ยังมีแพทย์ในขณะนี้ไม่เพียงพอ) ทรัพยากรภาครัฐจะเพียงพอหรือไม่ ในการทุ่มเทหากลุ่มโรคที่บุคลากรทางการแพทย์อาจถูกฟ้องได้เหล่านี้ เพราะถึงเวลาที่กลายเป็นคดีความแล้วก็อาจสายเกินไป
2. ประชาชนเสียหายมากขึ้นจากการที่เสียช่วงเวลาดีที่สุดในการรักษา(golden period) จากการรอขั้นตอนมากขึ้น ถูกตรวจมากขึ้นเพื่อป้องกันคดี แต่ผลการรักษาอาจกลับแย่ลง เพราะขั้นตอนทางนิติศาสตร์มาร่วมด้วย การที่บุคลากรทางการแพทย์ไม่กล้ารักษาสิ่งที่มั่นใจ 99% (แต่ไม่ถึง100%) สืบเนื่องจากแพทย์ 1 คน (ในรพ.ชุมชนของกระทรวงสาธารณสุข)จะรับผิดชอบการตรวจ เฉลี่ย 30,000 รายต่อปี หากเสี่ยงเพียง 1 ต่อ 30,000 หรือ 99.996% ก็จะถูกฟ้องร้องในปีนั้น 1 คดีแพ่ง (ที่เงินเดือน 10,190 บาท ในภาครัฐย่อมไม่พอเพียงจ่ายค่าเสียหาย หากรัฐไม่ช่วยออกให้) และต้องลางาน (งดตรวจคนไข้)ไปขึ้นศาลอีกหลายครั้ง และหากแพ้ความแพ่งอาจแพ้คดีอาญาต่อ พาให้ติดคุกได้อีกต่างหาก ทางเลือกของแพทย์คือการตรวจรักษาผู้ป่วยโรคไม่ซับซ้อนและโรคที่มีปัญหาในการ วินิจฉัยน้อยที่สุด กลุ่มผู้ป่วยซับซ้อนจึงจะต้องถูกส่งต่อเข้าโรงพยาบาลใหญ่ ที่เพียบพร้อมเครื่องมือและแพทย์มากกว่า โดยนัยยะเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้เอง(ทั้งที่อาจไม่จำเป็น)
3. แพทย์ตัดสินใจออกจากระบบที่ไม่ปลอดภัยง่ายขึ้น เนื่องจากต้องการความปลอดภัย ที่ในภาครัฐให้ไม่ได้(เช่นมีเวลาตรวจคนไข้ละเอียดเพียงพอ ไม่เร่งรีบตามมาตรฐานที่เรียนมาเพื่อลดความผิดพลาด ) รพ.ชุมชน ทั่วไป แพทย์ตรวจรักษาคนไข้วันละ 80 - 200 คน เฉลี่ยกว่า100 คนต่อวัน คนละ 1 - 2 นาที เพราะมีข้อจำกัดด้านเวลาราชการ ซึ่งมีโอกาสพลาดทางหลักฐานนิติศาสตร์ได้ง่าย ในโรงเรียนแพทย์ใช้เวลาตรวจรักษา 5 15 นาทีต่อราย ความแตกต่างนี้ทำให้แพทย์ส่วนหนึ่งถอดใจลาออกจากระบบรัฐ (ซึ่งขณะนี้มีแจ้งความจำนงจำนวนมากอยู่แล้ว) ส่งผลให้ระบบการสาธารณสุขของประเทศ ขาดแคลนแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีชีวิต ซึ่งไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือใดๆ ทดแทนได้,อาทิ แพทย์1 คน จะต้องมาจากผู้ มีความรู้จากการศึกษาเป็นเวลานาน (การเรียนแพทย์ 6 ปี ต้องอ่านหนังสือมากกว่า 1 ล้านบรรทัด / คนไทยเฉลี่ยต่ำกว่า 20 บรรทัดต่อปี สนง.สถิติแห่งชาติ) มีการสื่อสาร หลากระดับกับคนไข้ อย่างมีประสิทธิภาพ มีอารมณ์แจ่มใส และมีเวลาพอเหมาะในการซักประวัติตรวจร่างกาย และใช้สมอง ใคร่ครวญ จึงจะมีวิจารณญาณแก้ไขโรคหรือความทุกข์ให้ผู้ป่วยได้ถูกต้องและมีโรคในปัจจุ บันจำนวนมากมหาศาลที่ความรู้วงการแพทย์ยังไขไปไม่ถึง และไม่อาจแก้ได้ในปัจจุบันที่ผู้ป่วยอาจไม่เข้าใจ ..
ในปีนี้ (2551)นักศึกษาแพทย์ที่รับใหม่ร้อยละ 20 สละสิทธิ์ ทำให้ต้องเรียกเพิ่มเติมถึง 3 รอบ ก็ยังได้ไม่ครบเป็นที่น่าเสียดายคนที่เก่งเหล่านั้นที่จะมาดูแลสุขภาพประชาช นของประเทศ ในอีก 6 ปีข้างหน้า กลับหายไปและมีกลุ่มที่คะแนนต่ำกว่าชัดเจนเข้ามารับผิดชอบชีวิตของประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในช่วงที่ผ่านมา 3 4 ปี ส่งผลให้นักศึกษาแพทย์มีการสอบไม่ผ่านมาตรฐานจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ (แม้ระบบในอดีตที่มีความเข้มงวดในการคัดเลือก พบว่ามีผู้ที่เรียนถึงปีที่ 10 แล้วยังไม่จบแพทย์ และมีนักศึกษาถูกรีไทร์จากความสามารถไม่ผ่านเกณฑ์แทบทุกปี)
สรุปภาพที่เกิดทั้งหมดนั้น ทางแพทยสภามีความเป็นห่วงเป็นใย ในระบบการสาธารณสุขของประเทศเพื่อประชาชนอย่างมาก ท่ามกลางเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่จะต้องปรับเป็นระบบคุ้มครองป้องกันตนจากหลักฐานที่แน่นหนาไปถึง 10 ปีข้างหน้า จะเกิดการพลิกกลับของกระบวนทัศน์ของแพทย์ผู้รักษา (Care Giver)จากประชาชนบางกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์บนความผิดพลาดของแพทย์ การใช้จ่ายในการรักษาโรคเดิมๆที่แพงขึ้นเกินความเหมาะสมของประเทศ การต้องกักเก็บงบประมาณเป็นวงเงินเพื่อรองรับการฟ้องร้องมหาศาล และการวินิจฉัยเผื่อโรคยากและซับซ้อน ย่อมส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลต่อโรคสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เพียงเพื่อนำบุคลากรทางการแพทย์ออกจากสนามการถูกฟ้องร้องที่เกิดขึ้นจาก ความผิดพลาด 1ในแสนหรือ1ในล้านของการรักษาปกติที่จะตรวจพบในขั้นตอนต่อไปได้โดยประหยัดกว ่า การขาดแคลนแพทย์ที่ชนบทห่างไกล ยิ่งมากขึ้น เพราะประชาชนชนบทที่ยากไร้ความรู้น้อย การดูแลตนเองย่อมไม่ดีเหล่านั้น ผลการรักษาย่อมไม่ดีเท่าคนในเมืองที่มีฐานะและโอกาสทางสังคมที่สูงกว่า หากแพทย์เลือกได้ย่อมขอปฏิบัติงานกับประชาชนกลุ่มที่มีการศึกษาดีซึ่งปลอดภั ยมากกว่า (และไม่ใช่กลุ่มประชาชนในชนบทแน่นอน)
ผลกระทบนี้อาจทำให้ โรงพยาบาลชุมชน 30 เตียง ซึ่งเหลือแพทย์ เพียง 1 คน ทำงาน 24 ชั่วโมงนั้น อาจไม่มีแพทย์ท่านใดยอมอยู่อีกต่อไปแล้วเพราะความเสี่ยงมากเกินไป (มี 32 แห่งจากรายงานGIS และ 17 แห่งจากการโทรสอบถาม-ส.ค.2551) พระราชบัญญัตินี้จะคุ้มครองประชาชนได้อย่างไรในทางการแพทย์หากไม่มีแพทย์เหล ืออยู่ ณ จุดบริการ และท้ายสุดประชาชน ในชนบทนั้นเองอาจกลับเป็นผู้ได้รับความเสียหายแท้จริง
แพทย์เป็นบุคลากรที่มีความคิดและวิจารณญาณสูงย่อมมีทางเลือกวิถีชีวิตที่ดี กว่าของตนได้อยู่แล้ว ซึ่งทางแพทยสภาไม่กังวลกับปัญหาการดำเนินชีวิตแพทย์มากนัก หากแต่สุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่ชนบทที่ขาดแคลนเหล่านั้นใครจะเป็นผู้รับผิ ดชอบดูแลต่อไป
หากต้องการกฎหมายคุ้มครองประชาชนด้านสุขภาพด้วยเกณฑ์ที่มากขึ้นในด้านใด เกี่ยวเนื่องระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องความเป็นความตายของชีวิตมนุษย์ที่ละเอียดอ่อน ควรต้องยกร่างที่ชัดเจน ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเสนอแนะวิจารณ์หาจุดสมดุลของประเทศ ทั้งรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เพราะกฎหมายเหล่านี้ย่อมพัวพันถึง งบประมาณของประเทศจำนวนมหาศาล ที่ต้องจ่ายทางอ้อมในแง่ต้นทุนการรักษาพยาบาลทางนิติศาสตร์ และการออกกฎหมายเหล่านี้ โดยไม่มีความเห็นใดๆ เลยจากวงการแพทย์ (ทั้งปลัดกระทรวงสาธารณสุข คณบดีคณะแพทยศาสตร์ผู้ผลิตแพทย์ แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัช สภาทันตแพทย์ สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัดผู้ให้บริการทางการแพทย์ต่อสังคม เป็นต้น) และกระทรวงการคลังในฐานะผู้จ่ายเงินเพื่อหล่อเลี้ยงกระบวนการรักษาพยาบาลทั ้งระบบนั้น ย่อมเป็นการยากที่จะคาดเดาและหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ได้
ที่ผ่านมาแม้ไม่มีกฎหมายนี้ ทางการสาธารณสุขมีกฎหมายเดิมที่มีหลายฉบับระบุเฉพาะด้าน ให้ผู้เสียหายสามารถเลือกฟ้องได้ตามลักษณะคดีอยู่แล้ว ทั้งเฉพาะของพรบ.สภาวิชาชีพทุกสาขา , พรบ.สถานพยาบาล, พรบ. ยา และ พรบ.เครื่องมือต่างๆ กว่า 20 ฉบับ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังได้รับประโยชน์ และผู้เสียหายที่มีอยู่ก็ได้ประโยชน์ เช่นกัน
การนำการรักษาพยาบาลช่วยชีวิตคน ไปใช้รวมกับ พรบ.ควบคุมสินค้าฉ้อฉลหลอกลวงนั้น เป็นการคิดได้ยากว่ามาจากเจตนารมณ์และวิธีการคิดรูปแบบใด และจากการติดตามพบว่ายังไม่มีการใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมาฟ้องกับแพทย์ผ ู้ให้การรักษาพยาบาล ในต่างประเทศใดมาก่อน (ประเทศไทยอาจเป็นประเทศแรกในโลก) ทุกที่ล้วนมีกฎหมายเฉพาะทั้งสิ้น เนื่องจากการรักษาพยาบาลมีความลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก
ทั้งนี้วงการแพทย์ยังมีกฎหมายที่ดีมากอีกฉบับที่จะออกมาทับซ้อนกัน แต่เน้นการไกล่เกลี่ยสมานฉันท์แบบสันติวิธี และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ (แทนการฟ้องร้อง ร้องเรียน และปะทะกันในวงการแพทย์ โดยผู้เข้าใจว่าตนเองเสียหายอย่างง่ายดายเช่น พรบ.ฉบับนี้) ซึ่งอยู่ในขั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัจจุบันอยู่แล้วคือ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการทางสาธารณสุข พ.ศ. ..ที่จะต้องดำเนินการผลักดันต่อไป
ในยุคประชาธิปไตยปัจจุบันที่มีรัฐบาลเสียงจากผู้แทนปวงชนโดยชอบธรรม จากหลายพรรคการเมืองที่ล้วนมาจากประชาชน ย่อมรักและเข้าใจประชาชนและออกกฎหมายคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีความรอบคอบ ชอบธรรม ท่านผู้รับผิดชอบควรร่วมกัน หันมาพิจารณาว่า กฎหมายฉบับนี้ แม้มีผลที่เกิดประโยชน์ยอดเยี่ยม และใหญ่หลวงในการคุ้มครองประชาชน หากแต่มุมเล็กๆที่กระทบวงการสาธารณสุขนั้น เหมาะสมหรือไม่ (วงการแพทย์ต้องการการเยียวยา แบบไกล่เกลี่ยสมานฉันท์มากกว่าการใช้บังคับในลักษณะนี้หรือไม่)
กฎหมายฉบับใดที่ออกโดยไม่มีโอกาสฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องแท้จริง และออกในภาวะเร่งด่วน จำกัดด้วยเวลา และมีการลงคะแนนที่ไม่ครบองค์ประชุม และ ถูกประกาศใช้ โดยไม่เข้าใจหรือถามไถ่ผู้อยู่ในระบบที่มีกลไกละเอียดอ่อนให้รู้ถ่องแท้เสีย ก่อนนี้ ย่อมมีโอกาสส่งผลกระทบที่มองไม่เห็นให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติได้มาก หลายมิติ พรบ.ลักษณะนี้อาจมีส่วนทำลายความสัมพันธ์ที่ดีของแพทย์และผู้ป่วย, สลายระบบการรักษาพยาบาลด้วยความสมานฉันท์, รวมถึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสร้างกระบวนการป้องกันคดีต่างๆที่จะเกิด ขึ้น ทั้งที่อาจไม่มีผลดีชัดเจนกับระบบสุขภาพประชาชนนั้น ควรมีมาตรการติดตามวัดผลเพื่อประชาชนอย่างไรต่อไปหรือไม่ เพื่อยังให้กฎหมายฉบับนี้คุ้มครองประชาชนส่วนใหญ่ที่ใช้บริการสาธารณสุขกว่ า 180 ล้านครั้งต่อปี ได้อย่างจริงจังสมดังเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างหรือหากมีข้อแก้ไขเพิ่มเติมใด อาจได้ปรับปรุงต่อไปในอนาคต
ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ล้วนขาดแคลน ปัญหาทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มากมาย กลไกทางนิติศาสตร์นี้จะช่วยเยียวยาระบบได้อย่างไร มากน้อยเพียงใด เป็นเรื่องที่สังคมต้องจับตาดูต่อไป