แพทย์ไทย แม้จะทำงานหนักแต่ทว่ามีความเสี่ยงต่อการฟ้องร้องสูง ซ้ำรายได้ในภาครัฐบาลยังเทียบไม่ได้
ที่ปรึกษาสมาพันธ์แพทย์ ฯ เผย บุคลากรทางการแพทย์ มีน้อย ไม่เพียงพอกับผู้มาใช้บริการที่มากขึ้นกว่าเดิม แถมหมอ-พยาบาลเสี่ยงถูกฟ้อง จี้ยกเครื่องทั้งระบบแยก สธ.จาก ก.พ. ...
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ที่ปรึกษาสมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์ และ รพ.ทั่วไป เปิดเผยว่า ปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์ และบุคลากรอื่นๆในโรงพยาบาลมีน้อย แต่ประชาชนที่ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลมีมากขึ้นกว่าเดิม จนทำให้มีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล เพราะไปรับบริการฟรีเหมือนไปงานบริจาคทาน เนื่องจากประชาชน 47 ล้านคน ไม่มีภาระในการร่วมรับผิดชอบการดูแลรักษาสุขภาพตนเองเลย ทำให้ ประชาชนไปใช้บริการมากถึงปีละประมาณ 200 ล้านครั้ง ในขณะที่มีแพทย์ทำงานตรวจรักษาผู้ป่วยไม่ถึงหมื่นคน เพราะจำนวนแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขที่มีประมาณ หมื่นคนนั้น ไปทำหน้าที่บริหาร ตรวจราชการ ในกรมกองต่างๆหมด
พญ.เชิดชูกล่าวอีกว่า ในการไปใช้บริการแต่ละครั้งประชาชน ต้องเสียเวลารอนาน แพทย์เองก็ต้องรีบเร่งทำงาน พยาบาลต้องดูแลผู้ป่วยคราวละหลายๆคน เกิดความเสี่ยงอันตรายในการรับบริการด้านสุขภาพ สิ่งที่ปรากฏคือ คดีฟ้องร้องที่เกิดขึ้นมากมาย ขณะที่ รพ.รัฐ เกือบทุกแห่งประสบปัญหาความขาดแคลน ทั้งนี้ ในการกำหนดแนวทางการพัฒนาโดยเฉพาะการพัฒนาระบบการบริการด้านสุขภาพ สธ.ต้องให้มีเงินเพียงพอที่จะทำนุบำรุงอาคารสถานที่ เทคโนโลยี และเวชภัณฑ์ ควรมีการกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่บุคลากรทุกระดับและสาขาวิชาชีพ โดย สธ.ต้องออกจากการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) เนื่องจากในปัจจุบันเงินเดือนและค่าตอบแทนบุลากรของ สธ.ไม่สามารถกำหนดได้อย่างเหมาะสม ทำให้ต้องไปออกระเบียบค่าตอบแทนบุคลากร อาศัยเงินของโรงพยาบาลมาจ่าย จนเกิดเป็นการพิจารณาอย่างไม่ทั่วถึง ไม่เป็นธรรม และโรงพยาบาลบางแห่งไม่มีเงินจ่าย ส่วนการจัดสรรบุคลากรต้องคำนึงถึงภาระงาน ดูจากสถิติผู้มาใช้บริการ ไม่ใช่ตามระบบ GIS รพ.ทั่วไปควรมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาพื้นฐาน ขณะที่ รพ.ศูนย์การแพทย์ ควรมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาทั่วไปและสาขาต่อยอดเพิ่มขึ้น เช่น แพทย์อายุรกรรมโรคเลือด โรคหัวใจ ศัลยกรรมประสาท เป็นต้น เพื่อผลัดเปลี่ยนอยู่เวรให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง.