บิดอะมีบา , amebiasisบิดอะมีบา (Amebiasis)
บิดอะมีบา (บิดมีตัว) พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่พบมากในคนอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป
บิดชนิดนี้พบได้น้อยกว่าบิดชนิดชิเกลลา มักพบในท้องถิ่นที่การสุขาภิบาลยังไม่ดี หรือในกลุ่มคนที่ยังขาดสุขนิสัยที่ดี
สาเหตุ
เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้ออะมีบา (ameba) ที่มีชื่อว่าเอนตามีบาฮิสโตไลติคา) (Entamoeba histolytica) (เชื้อชนิดนี้เป็นสัตว์เซลล์เดียวหรือโปรโตซัว เช่นเดียวกับเชื้อมาลาเรีย) ทำให้เกิดอาการอักเสบของลำไส้ใหญ่
ระยะฟักตัว 1 สัปดาห์ถึง 3 เดือน (พบบ่อย 8-10 วัน)
อาการ
เริ่มแรกจะมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวๆ มีเนื้ออุจจาระปน ปวดท้องและปวดเบ่งที่ก้น ส่วนมากมักไม่มีไข้หรือไข้ต่ำ ต่อมาถ่ายเป็นมูกเลือดทีละน้อยไม่มีเนื้ออุจจาระปน แต่มีกลิ่นเหม็นเหมือนหัวกุ้งเน่า ผู้ป่วยจะถ่ายกะปริดกะปรอยวันละหลายครั้ง บางรายอาจถึง 20-50 ครั้ง แต่จะไม่อ่อนเพลีย เดินเหินไปไหนมาไหนและทำงานได้
ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีไข้สูง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายบิดชิเกลลา
ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจมีอาการท้องอืด ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นมูกๆ เป็นๆหายๆ เรื้อรัง น้ำหนักลด
สิ่งตรวจพบ
มักตรวจไม่พบอะไรมาก นอกจากอาจมีอาการกดเจ็บเล็กน้อยตรงส่วนล่างของท้องด้านซ้าย
บางรายอาจมีไข้ หรือตับโตและกดเจ็บ
ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจคลำได้ก้อนที่บริเวณท้องน้อยข้างขวา เรียกว่า อะมีบา (ameboma) ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นมะเร็งได้
อาการแทรกซ้อน
ถ้าไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ถูกต้อง อาจกลายเป็นโรคบิดเรื้อรัง อ่อนเพลีย ซีด ซูบผอม หรือเกิดภาวะตกเลือด หรือลำไส้อุดกั้นจากก้อนอะมีโบมา (ameboma) ได้
อาจทำให้เป็นไส้ติ่งอักเสบจากเชื้ออะมีบา
หากเป็นรุนแรงอาจทำให้ลำไส้ทะลุ หรือตกเลือดเป็นอันตรายได้
เชื้ออาจแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ที่พบบ่อยคือ ทำให้เป็นฝีตับ ที่พบได้น้อยคือ การแพร่ไปปอดและสมอง
การรักษา
ผู้ใหญ่ให้ยาปฏิชีวนะ-เมโทรไนดาโซล ขนาด 200 มิลลิกรัม ครั้งละ 4 เม็ด วันละ 3 ครั้ง นาน 5 วัน
ถ้าไม่มีให้เตตราไซคลีน หรืออีริโทรไมซินครั้งละ 250 วันละ 4 ครั้ง นาน 10 วัน
สำหรับเด็กให้เมโทรไนดาโซล วันละ 35-50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สูงสุดไม่เกิน 2 กรัม) วันละครั้ง นาน5 วัน หรืออีริโทรไมซินวันละ30-50 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง
ถ้าไม่ดีขึ้นหรือเป็นเรื้อรัง ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องนำอุจจาระไปส่องกล้องจุลทรรศน์หาตัวเชื้ออะมีบา และอาจใช้กล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนคด (sigmoidoscope)
ถ้ามีอาการปวดและกดเจ็บบริเวณชายโครงขวาอย่างมาก หรือคลำได้ก้อนในช่องท้อง หรือสงสัยจะเป็นโรคฝีตับ ควรส่งไปโรงพยาบาลโดยเร็ว
ข้อแนะนำ
1. หลังการให้ยารักษา แม้ว่าอาการจะทุเลาเป็นปกติแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรทำการตรวจดูเชื้อในอุจจาระในเดือนที่ 1, 3 และ 6 หลังการรักษา ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อหลงเหลือซึ่งอาจทำให้โรคกำเริบใหม่ได้
2. ผู้ที่ติดเชื้ออะมีบา อาจมีอาการท้องเดิน (ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นมูกไม่มีเลือดปน) เป็นๆหายๆ เรื้อรังได้ หากสงสัยควรส่งตรวจดูเชื้ออะมีบาในอุจจาระ
3. ผู้ที่ติดเชื้ออะมีบา บางรายอาจไม่มีอาการแสดงแต่อย่างใด แต่สามารถแพร่เชื้อออกทางอุจจาระไปให้ผู้อื่นได้ เรียกว่า พาหะ (carrier) ของโรคอะมีบา
หากสงสัยควรตรวจอุจจาระ ถ้าพบเชื้ออะมีบาก็ให้การรักษาด้วยยาไอโอโดควินอล (iodoquinol) ครั้งละ 650 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง (เด็กให้ขนาดวันละ 30-40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง) นาน 21 วัน
การป้องกัน
ปฏิบัติเช่นเดียวกับการป้องกันบิดชิเกลลา
[ ย้อนกลับ ]โรค,อวัยวะ,disease
สงวนลิขสิทธิ์ © โดย สุขภาพ thaihealth ข่าว ดูทีวี โรค - (1691 คนอ่าน)