pix thaihealth.net pix
 สุขภาพ ข่าว thaihealth  |english |
 สุขภาพ  zone สุขภาพ  |  ข่าว |  ฟังเพลง-ฟังวิทยุ |  ค้นหา |  เล่นเกมส์ |  contact  |  
thai health main
 
คุณกำลังอยู่ที่ โซน:สุขภาพ:>> หน้าหลัก>> Encyclopedia >> โรค,อวัยวะ,disease >> ชักจากไข้สูง , febrile convulsionBookmark เก็บหน้านี้ไว้

ชักจากไข้สูง , febrile convulsion


ชักจากไข้สูง (Febrile convulsion)
 ชักจากไข้สูง หมายถึง อาการที่เกิดขึ้นขณะมีไข้สูง เนื่องจากเป็นโรคติดเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยไม่รวมถึงการติดเชื้อของสมองและเยื้อหุ้มสมอง
 พบเป็นสาเหตุอันดับแรกๆ ของอาการชักที่มีไข้ร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี พบได้ประมาณร้อยละ 3-5 ของเด็กในวัยนี้ และร้อยละ 50-70 ของเด็กเหล่านี้ จะมีอาการชักร่วมกับไข้เพียงครั้งเดียว
 เด็กเล็กที่เคยชักจากไข้สูงมาครั้งหนึ่งแล้วประมาณร้อยละ 30-50 อาจมีอาการชักซ้ำได้อีกเมื่อมีไข้สูง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการดูแลรักษาอย่างถูกต้องก็สามารถป้องกันมิให้ชักซ้ำได้
 โดยทั่วไปเมื่อเด็กมีอายุมากกว่า 5 ปี โอกาสที่จะเกิดอาการชักจากไข้สูงก็นับว่าน้อยลงมาก ทั้งนี้เนื่องจากสมองเจริญเติบโตมากขึ้น จึงไวต่อการกระตุ้นน้อยลง
 เด็กที่เป็นโรคนี้มักมีประวัติว่า มีพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน เคยชักจากไข้สูงด้วย
สาเหตุ
     อาการชักจากไข้สูง พบมากในเด็กอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 5 ปี (พบมากที่สุดในช่วง 3 ขวบแรก) เนื่องจากสมองของเด็กกำลังเจริญเติบโต จึงมีความไวต่อการกระตุ้นจากไข้ ซึ่งโดยมากขนาดของไข้ที่จะทำให้ชักได้มักจะสูงเกิน 39o ซ. ขึ้นไป
  ประมาณร้อยละ 70 ของเด็กที่ชักจากไข้สูง มักมีสาเหตุมาจากไข้หวัด, ทอนซิลอักเสบ, หูชั้นกลางอักเสบ
 สาเหตุที่พบได้รองๆ ลงมาคือ บิดชิเกลลา, ท้องเดิน, หลอดลมอักเสบ, ปอดอักเสบ, ส่าไข้ เป็นต้น
อาการ
 มีไข้สูงประมาณ 39.5-40.5o ซ. ร่วมกับอาการของ โรคที่เป็นสาเหตุ เช่น เป็นหวัด, เจ็บคอ, ไอ, ท้องเดิน, เป็นบิด เป็นต้น แล้วต่อมามีอาการชักแบบกระตุกทั้งตัว ตาค้าง กัดฟัน กัดลิ้น นานครั้งละ 2-3 นาที
 โดยมากจะชักเพียง 1-2 ครั้ง ขณะที่ตัวร้อนจัด พอไข้ลงก็จะไม่ชักซ้ำอีก
 เด็กจะมีอาการทั่วๆ ไปดี ไม่ซึมไม่มีอาการคอแข็ง หรือกระหม่อมโป่งตึง
 ในรายที่เป็นรุนแรง มักจะชักนานเกิน 15 นาที่ หรือชักเกิน 1 ครั้ง ใน 24 ชั่วโมง หรือมีอาการชักเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
สิ่งตรวจพบ
 ขณะที่มาพบแพทย์  เด็กมักจะหายชักแล้ว แต่บางรายอาจมีอาการชักซ้ำให้เห็น ส่วนมากมักจะมีไข้สูงและอาการของโรคที่พบร่วม
อาการแทรกซ้อน
 ถ้าชักเพียง 1-2 ครั้ง หรือชักเพียง 2-3 นาที มักจะไม่มีโรคแทรกซ้อนแต่อย่างใด รวมทั้งไม่มีผลกระทบต่อสมองเชาว์ปัญญา และพัฒนาการของเด็ก
 แต่ถ้าชักรุนแรง (ชักนานกว่า 15 นาที, ชักเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย) หรือมีประวัติโรคลมชักในครอบครัว ก็มีโอกาสเป็นลมบ้าหมูเมื่อโตขึ้น หรือทำให้สมองเสื่อม หรือปัญญาอ่อนได้
การักษา
1. ขณะที่มีอาการชัก ให้ถอดเสื้อผ้าเด็กออก แล้วใช้ผ้าชุบน้ำก๊อกโปะทั้งตัว เปลี่ยนผ้าชุบน้ำใหม่ทุก 2 นาที ถ้าไม่หยุดชักให้ไดอะซีแพม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือเหน็บทางทวารหนัก ถ้าไม่ได้ผลหรือสงสัยเป็นโรคทางสมอง ให้ส่งโรงพยาบาลด่วน ในรายที่สงสัยว่าเป็นโรคทางสมอง อาจต้องเจาะหลังพิสูจน์
2. หลังหยุดชักแล้วให้ค้นหาสาเหตุแล้วให้ยารักษาโรคที่เป็นร่วมพร้อมกับให้ยาลดไข้
ข้อแนะนำ
1. อาการชักจากไข้สูง ควรแยกให้ออกจากอาการชักที่เกิดจากโรคทางสมอง ถ้าพบว่ามีอาการชักรุนแรงหรือไม่แน่ใจ ควรแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบในเด็กที่เพิ่งจะชักเป็นครั้งแรก ถ้าไม่แน่ใจอาจต้องพิสูจน์ด้วยการเจาะหลัง
2. อาการชักจากไข้สูง แม้ดูน่ากลัว แต่ถ้าเป็นการชักใน 1-2 ครั้งแรก มักจะไม่มีอันตรายแทรกซ้อน ควรอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจถึงสาเหตุของการชัก เพื่อจะได้ช่วยลดความวิตกกังวล
3. ควรอธิบายให้พ่อแม่เด็กรู้จักวิธีปฐมพยาบาลเด็กขณะที่มีอาการชักจากไข้สูง ซึ่งสามารถกระทำได้โดยการถอดเสื้อผ้าเด็กออก แล้วรีบใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวให้ไข้ลดโดยเร็ว เมื่อไข้ลด เด็กจะหยุดชัก แล้วให้พาเด็กไปหาหมอที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด
ไม่แนะนำให้ใช้ไม้กัดลิ้น ด้ามช้อน หรือดินสอ สอดไว้ในปากเด็กดังที่เคยสอนกันมา (เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรแล้ว ยังอาจทำให้ปากและฟันเด็กได้รับบาดเจ็บได้) ขณะเด็กชัก ควรจับเด็กตะแตงให้ศีรษะต่ำ เพื่อป้องกันกันการสำลัก
การป้องกัน
 การป้องกัน อาการชักจากไข้สูง สามารถกระทำได้โดย
1. ทุกครั้งที่เด็กมีไข้ ควรเช็ดเด็กด้วยน้ำบ่อยๆ และให้ยาลดไข้ ไม่ควรให้เด็กใส่เสื้อผ้าหนาๆ หรือห่มผ้าหนา เพราะจะทำให้ตัวร้อนยิ่งขึ้น
2. ถ้าเด็กเคยชักจากไข้สูงมาครั้งหนึ่งแล้ว ทุกครั้งที่มีไข้ควรให้ไดอะซีแพม กินหรือสวรทางทวารหนักทุก 8 ชั่วโมงร่วมกับยาลดไข้เป็นเวลา 2 ปี ดังนั้นจึงควรให้พ่อแม่เด็กมียาทั้ง 2 ชนิดติดบ้านไว้เสมอ
3. ถ้าเด็กเคยชักเกิน 2 ครั้ง หรือชักนานเกิน 15 นาที หรือชักเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย หรือมีความผิดปกติของระบบประสาทร่วมด้วย ควรแนะนำให้เด็กกินยากันชักฟีโนบาร์บิทาล ติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 2 ปี แล้วจึงค่อยๆ ลดยาลงจนหยุดยาในระยะ 6 เดือน (ในรายที่ชักรุนแรงอาจต้องให้จนพ้นอายุ 5 ปี) เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา






[ ย้อนกลับ ]

โรค,อวัยวะ,disease

สงวนลิขสิทธิ์ © โดย สุขภาพ thaihealth ข่าว ดูทีวี โรค - (3915 คนอ่าน)


สุขภาพ ข่าว ข่าวสุขภาพ บทความ โรค เจ็บป่วย ความรู้ โรคต่างๆ ความบันเทิง ดูทีวี ฟังเพลง เกมส์ เซ็กซ์ เว็บบอร์ด ตอบปัญหา เด็ก วัยรุ่น โรคเอดส์ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ฮอร์โมน สมุนไพร ความงาม antiaging รู้ไหม คนค้นหาเรื่องสุขภาพอะไรมากที่สุด สิว รักษาสิว ลดน้ำหนัก ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน เพศศึกษา sex โค้ด hi5 หาเพื่อน ไง
บริการสำหรับเว็บมาสเตอร์ นำข่าว สุขภาพ ข่าวรายวันสาระ และคลิปวิดีโอจากไทยเฮลท์ไปไว้หน้าเว็บท่าน ด้วยระบบ RSS และ RSS2.0

game2

newข่าววันนี้  ข่าวการเมือง ข่าวบันเทิง ดารา ก๊อซซิปอัพเดตรายวัน ดูที่นี่ ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวกีฬา


หน้าหลักthaihealth | หน้าแรก | ไทยเฮลท์ทั้งหมด | คู่มือใช้งาน | ติดต่อโฆษณา | disclaimer | privacy policy


สมัครประกวด100อันดับเว็บไซด์สุขภาพยอดเยี่ยมของไทย ฟรี สมัครเข้ามาเลยค่ะ

affiliates: aesthetic and beauty knowledge| globalwarming awareness2007 | thai seo | โปรโมทเว็บ โปรโมทคลินิค | เกมส์

theme design by doctornukeเว็บมาสเตอร์ นพ.กิจการ จันทร์ดา


Web site engine's code is Copyright ฉ 2002 by PHP-nuke. All Rights Reserved. PHP-nuke is Free Software released under the GNU/GPL license Modification for optimal use by DocHost and DoctorNUKE
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.083 วินาที