สาขาการแพทย์ ได้แก่ ศ.ดร.อักเซล อูลล์ริช ผอ.สถาบันชีวเคมีมักซ์พลั้งค์ จากเยอรมนี ผู้บุกเบิกและพัฒนาวิธีการรักษาโรคมะเร็งแบบพุ่งเป้า และคิดค้นยาต้านยีนมะเร็งเต้านม ที่เรียกว่าเฮอร์เซพติน หรือทราสตูซูแม็บ เป็นยาที่ไม่ส่งผลร้ายต่อเซลล์ปกติ ทำให้ผลข้างเคียงของการรักษาโรคมะเร็งลดลงและมีความปลอดภัยมากขึ้น ด้านสาขาสาธารณสุข ได้แก่ ศ.นพ.เบซิล สจ๊วต เฮทเซล ประธานเกียรติคุณ สภาการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนนานาชาติ ผู้มีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้ความเข้าใจถึงผลของการขาดสารไอโอดีนที่มีต่อมนุษย์ รวมถึงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขโรคขาดสารไอโอดีน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนนับพันล้านคนทั่วโลก และ น.พ.ซานดุ๊ก รูอิท ผอ.ศูนย์จักษุทิลกานกา จากเนปาล ผู้พัฒนาวิธีการผ่าตัดต้อกระจกแบบที่ไม่ต้องเย็บ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง และสามารถทำได้ในหน่วยผ่าตัดเคลื่อนที่ ทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยต้อกระจกในพื้นที่ห่างไกลได้
โอกาสนี้ ดร.อูลล์ริชเปิดเผยว่า เขาสนใจค้นคว้าวิจัยและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่จะนำไปใช้งานได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นปัญหาทั่วโลกและมีคนเป็นมาก มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ประมาณ 10 ล้านคนทั่วโลก ผู้ป่วยใหม่ปีละ 1.2 ล้านคน และ 1 ใน 7 ของผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งการได้รับพระราชทานรางวัลครั้งนี้ ดร.อูลล์ริช บอกว่า ภูมิใจและดีใจมาก ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าจะมีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับแพทย์ในประเทศไทยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังรู้สึกประทับใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานเพื่อคนไทย
ด้าน ศ.นพ.เฮทเซลเปิดใจว่า ดีใจมาก และไม่คาดหวังว่าจะได้รับรางวัลนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้มาเมืองไทยอีก เพราะเคยมาร่วมทำงานเกี่ยวกับปัญหาการขาดสารไอโอดีนในไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งนี้จึงเป็นครั้งที่ 2 จึงอยากจะถวายพระพรให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทำคุณ-ประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยอย่างมหาศาล ในส่วนของปัญหาการขาดสารไอโอดีนของไทย นอกจากนี้ นพ.เฮทเซล ยังมองว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาที่ดีขึ้น แต่ปัญหานี้ก็ยังมีอีกมาก ใน 130 ประเทศทั่วโลกมีคนขาดสารไอโอดีนถึง 2 พันล้านคน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และเด็กวัย 2-3 ขวบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของสมองและระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดโรคเอ๋อได้
ส่วน นพ.รูอิทเปิดใจว่า ในแต่ละปีมีคนเป็นต้อกระจก 20 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน การรักษาต้อกระจกง่ายเพียงผ่าตัดใส่เลนส์ตาใหม่ แต่เสียดายที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสนั้น คนเป็นแพทย์ก็อยากให้คนไข้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งคงเป็นความรู้สึกเดียวกับสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จากการศึกษาจึงรู้ว่า ทรงเสียสละพระองค์ ทิ้งชีวิตความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไปทรงงานหนักเพื่อช่วยเหลือประชาชน เขาจึงคิดที่จะนำไปเป็นแบบอย่างในการทำงาน ดังนั้น การได้รับรางวัลนี้จึงรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก โดยเฉพาะการได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.
ข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ
--comments-->0--1201--4