ยาใหม่รักษาไมเกรน new drugs for Migraine from FDA เป็น monoclonal Ab ต่อ CGMP

ยาใหม่รักษาไมเกรน new drugs for Migraine from FDA เป็น monoclonal Ab ต่อ CGMP ผู้ที่เป็นปวดหัวจากไมเกรนบ่อยๆ คงจะทราบถึงความทุกข์ทรมาน ในการปวดศีรษะ อย่างที่ว่า อยากจะตัดหัว หรือหัวจะระเบิด (อันนี้หมอเข้าใจนะ เพราะเคยเป็น) เรามียาในกลุ่มต่างๆที่ใช้ในการรักษา มาตั้งนาน หลายตัวที่เคยเป็นยาใหม่เมื่อหลายปี เช่นยากลุ่ม Triptans (Sumatriptan = Imigran และ Eletriptan =Relpax) รวมถึงยาเก่า กลุ่ม Cafergot ที่คุ้นเคยกันมานาน ยาในกลุ่มเก่า ปัญหาสำคัญคือ ผลข้างเคียง และประสิทธิภาพ อย่างเช่น ใครที่กิน Cafergotบ่อยๆคงทราบ มีใจสั่น มือสั่น อาเจียน  บางครั้งกินมากๆ ติดยา ใช้ปริมาณมากขึ้นๆ ต่อมา ยา ทำให้ปวดหัวเสียเอง ข่าวดี คือ เมื่อไม่นานมานี้ องค์การอาหารและยา สหรัฐ (US FDA) ได้อนุมัติยากลุ่มใหม่เอี่ยม ที่แตกต่างจากตัวอื่นๆ เป็นยาในกลุ่ม ที่จำเพาะในกลไกที่เกี่ยวข้องของ CGRP (calcitonin gene-related peptide (จากบทความนี้ ความรู้ใหม่กลไกของการปวดหัวไมเกรน 2020) สาร CGRP มีระดับสูงขึ้นในคนที่มีอาการปวดหัวไมเกรน (ไมเกรนแอทแทค) ยาในกลุ่มนี้ จะมีกลไกยับยั้ง หรือบล็อกการทำงานของสารนี้ โดยมีผลข้างเคียงน้อยกว่า และใช้แค่เพียงเดือนละครั้งหรือสามเดือนครั้งเลยทีเดียว ยาที่ว่า มี 3 ตัวคือ Aimovig (erenumab-aooe), Ajovy (fremanezumab-vfrm), และ Emgality (galcanezumab-gnlm) มียาอีกตัวที่มีการวิจัยลงใน New England Gernal of Medicine คือ Ubrogepant อีกตัวที่เป็นยากิน พบว่าได้ผลดีกว่ายาหลอกในการรักษาไมเกรนรุนแรง กลไกของยากลุ่มนี้ คือเป็นแอนติบอดี้ (monoclonal antibody) IgG ไปจับกับ CGRP receptor (Erenumab-aooe) ส่วนอีกสองตัวหลัง เป็นแอนติบอดี้ ที่ไปแย่งที่ CGRP recertor ครับ ยาในกลุ่มใหม่นี้ เข้าไปที่กลไกพื้นฐานการเกิดไมเกรนเลย โดยจับกับสารสื่อประสาทที่เป็นตัวขยายสัญญาณการเจ็บปวด ซึ่งพัฒนากว่ายาเดิมๆที่เป็นตัวเพิ่มระดับซีโรโทนิน เป็นการระงับความปวด แต่ไม่บล็อกการปวด

ผลการสำรวจแอนติบอดี้ต่อโควิด 19ในไทย

มาแล้วครับ ที่คนไทยรอคอย ผลสำรวจแอนติบอดี้(การเคยได้ติดเชื้อ) ไวรัส โคโรน่า โควิด 19 (covid 19) ใน รพ.ชุมชนต่างๆในประเทศไทย ผลการศึกษาแรก ที่ออกมาเป็นpre print ตีพิมพ์ในวารสาร medrixv -ชื่อ COVID -19 Antibody in Thai Community Hospital เราคงเคยทราบว่า ช่วงการระบาดหนัก เรามีการเก็บแอนติบอดี้ โดยใช้ Igm/IgG rapid test โดยตรวจใน เจ้าหน้าที่ รพ. และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ใน รพ.ต่างๆ 33 รพ.ในประเทศไทย ช่วง 8 เมย. -8 มิย 2563 จำนวนทั้งสิ้น 587 ราย โดยแบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ รพ. 459 ราย. และผู้ป่วย 128 ราย ผลการศึกษา พบว่า มี 20 ราย (3.4%) ตรวจพบ IgM (แสดงถึงเพิ่งมีการติดเชื้อ ) และไม่พบ IgG ผลที่น่าสนใจมีดังนี้ เมื่อแยกเป็นภาค พบว่า ในภาคกลาง มีการตรวจพบ IgMมากที่สุดคือ  7.4% ผู้ป่วยเข้าผ่าตัด ตรวจพบแอนติบอดี้มากกว่า เจ้าหน้าที่ รพ. (5.9% เทียบกับ  2.7%) 6% ของคนไข้ที่ตรวจเจอ ไม่มีอาการ และ 1.9% ของบุคลากรที่ตรวจ ไม่มีอาการ ผู้ทำการวิจัย กล่าวสรุปว่า การตรวจแอนติบอดี้ สามารถพบกลุ่มตัวอย่างที่อาจเป็นกลุ่มแพร่กระจายที่ไม่มีอาการได้ น่าเสียดาย เราอาจยังต้องการข้อมูลมากกว่านี้ โดยเฉพาะเอาไปเปรียบเทียบกับวิธีการตรวจไวรัส PCR ซึ่งไม่ได้ทำครับ น่าเสียดาย ใครอยากอ่านเปเปอร์ อดใจรอสักพักครับ