รวบรวมบทความโรคมะเร็ง

รวบรวมบทความเกี่ยวกับมะเร็งครับ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ความรู้เบื้องต้น

มะเร็งลำไส้ใหญ่
สาเหตุของโรค
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ แต่พบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในโครโมโซมของเซลล์เยื่อบุลำไส้ ซึ่งเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ กัน คือ
1. ท้องผูก ผู้ที่รับประทานอาหารมีกากน้อย ทำให้ของเสียหรือสารก่อมะเร็งค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน ส่งผลให้เยื่อบุลำไส้เกิดการระคายเคืองเรื้อรังจนเกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์เยื่อบุลำไส้
2. เนื้อสัตว์ที่มีสีแดง ที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนสูง จนเกิด heterocyclic amines เมื่อรับประทานเข้าไปเยื่อบุลำไส้จะเกิดการระคายเคือง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
3. กรดน้ำดี พบในรายที่ตัดถุงเก็บน้ำดีทิ้งไปทำให้ไม่มีที่เก็บน้ำดี เมื่อน้ำดีไหลผ่านจากลำไส้เล็กไปลำไส้ใหญ่จะสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อบุลำไส้ใหญ่ได้เช่นกัน
4. ขาดวิตามิน ดังนั้นจึงควรรับประทานผัก และผลไม้ที่มีวิตามิน A C E และ selenium เพราะจะทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง
5. มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ ส่วนมากเป็นมาตั้งแต่กำเนิด เมื่ออายุมากขึ้นก็มีโอกาสกลายพันธุ์ไปเป็นมะเร็งได้
6. การอักเสบเรื้อรังของลำไส้ใหญ่โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์เยื่อบุไปเป็นมะเร็งได้เช่นกัน

ทราบได้อย่างไรว่าจะเป็น
ผู้ป่วยจะอุจจาระเป็นมูกหรือมูกปนเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ซีด เพลีย บางรายอาจจะมาด้วยอาการลำไส้อุดตัน น้ำหนักลดลงมากผิดปกติ และปวดเบ่งบริเวณทวารหนัก ในกรณีที่ลำไส้เกิดมะเร็งที่ส่วนปลาย มักมาด้วยเลือดออก แต่ถ้าอยู่ส่วนต้น มักไม่ค่อยมใอการ และอาจมาด้วยก้อน หรืออุดตัน

ตรวจอย่างไรถึงพบ
ตรวจเลือดในอุจจาระ
ตรวจผ่านรูทวารหนักด้วยนิ้ว
ตรวจผ่านรูทวารหนักด้วยการส่องกล้องตรวจและตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์
สวนแป้งแบเรี่ยมทางทวารหนัก เพื่อตรวจดูว่าตำแหน่งที่เป็นสั้นหรือยาวมากน้อยเพียงใดก้อนเล็ก หรือก้อนใหญ่รอบลำไส้ ทำให้ลำไส้อุดตัน หรือมีก้อนอื่น ๆ อีกหรือไม่ หรือมีลักษณะของเยื่อบุลำไล้อักเสบเรื้อรังเป็นแถบยาว หรือมีติ่งเนื้อยื่นออกมาแต่กำเนิดหรือไม่
เอ็กซเรย์ปอด เพื่อดูว่ามีโรคกระจายไปปอดหรือไม่
ทำอัลตร้าซาวนด์ตับ เพื่อดูว่ามีโรคกระจายไปตับหรือไม่
เจาะเลือดดูระดับ carcino embryonic antigen (CEA) (ซึ่งเป็นสารที่เซลล์มะเร็งหลั่งออกมามากผิดปกติ ในรายที่พบว่ามีระดับ CEA สูง สามารถใช้เป็นแนวทางในการตรวจติดตามผลการรักษาต่อไป

จะมีวิธีรักษาอย่างไร
แพทย์แบ่งการรักษาเป็น 3 วิธีี คือ
– การผ่าตัด เป็นวิธีรักษาหลัก โดยแพทย์จะพยายามตัดเอาก้อนออกให้หมดรวมทั้งเลาะต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงออกด้วย
– การฉายรังสีรักษา จะให้ในรายที่ตัดไม่หมดหรือผ่าตัดไม่ได้ มีโรคลุกลามเฉพาะที่ หรือให้ในรายที่มีโรคกระจายไกล
– การให้ยารักษามะเร็ง มีข้อบ่งชี้เช่นเดียวกับรังสีรักษา ส่วนใหญ่จะให้การรักษาร่วมกันทั้ง 3 วิธี

การป้องกัน
1. รับประทานผักสด ผลไม้มาก ๆ เพื่อไม่ให้ท้องผูกทำให้ของเสียไม่เกิดการคั่งค้าง
2. รับประทานวิตามินที่เป็น antioxidant ด้วย เช่น เบต้าคาโรทีน วิตามิน A C E และ selenium
3. ในรายที่มีลำไส้อักเสบเรื้อรัง มีติ่งเนื้องอกในลำไส้มาแต่กำเนิด หรือตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเฝ้าระวังโรคอย่างสม่ำเสมอ ปีละ 1 – 2 ครั้ง และแพทย์อาจจะให้ยาในกลุ่ม Chemo prevention มารับประทานด้วย เพื่อลดการอักเสบของลำไส้
4. ควรตรวจหาเลือดในอุจจาระปีละครั้ง
5. ในรายที่มีอาการไม่น่าไว้วางใจ มีประวัติครอบครัว และอายุมากกว่า 50 ปี อาจจะพิจารณาส่องกล้องตรวจดูลำไส้ใหญ่ หรือทำการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์แล้วแต่แพทย์เห็นสมควร

สารระงับกลิ่นกาย อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม

ข่าวจาก web MD เป็นเวลาหลายเดือนที่มีข่าวเกี่ยวข้องกับการวิจัยที่ว่าการใช้สารระงับกลิ่นกาย อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะนักวิจัยจากประเทศอังกฤษ

ไม่มีหลักฐานที่สัมพันธ์กันอย่างชัดเจนนัก แต่คณะนักวิจัยจากอังกฤษพบว่า สารประกอบที่ใช้ในการรักษาสภาพของเครื่องสำอาง เช่น paraben เป็นตัวทำให้เซลเต้านมมีความไวต่อการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หัวหน้าคณะผู้วิจัย กล่าวว่า เราไม่ได้หมายความว่า paraben ก่อมะเร็ง แต่เป็นเพียงตัวกระตุ้นให้เซลไวต่อฮอร์โมน และต้องการการวิจัยขนาดใหญ่ที่มาพิสูจน์อีกครั้ง
ในบทนำของการวิจัยชิ้นนี้ ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร applied Toxicology ได้เรียกร้องให้มีการวิจัยมากขึ้นเกี่ยวกับ paraben และสารอื่น ๆ ในเครื่องสำอาง
ในขณะที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสารก่อมะเร็งอื่น ๆ แล้ว paraben ถือว่ายังก่อมะเร็งน้อยมาก และน้อยกว่าปัจจัยอื่น ๆ เช่นการกินฮอร์โมน หรือความอ้วนที่ก่อให้เกิดมะเร็งหลายหมื่นเท่าด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน

การศึกษาพบ มะเร็งเกือบทุกชนิดเป็นกรรมพันธ์

การศึกษาล่าสุด ตีพิมพ์ลงในวารสาร International Cancer พบว่า เด็กที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นมะเร็งไม่ว่าจะเป็นมะเร็งใด มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติ!!เกือบสองเท่า และสูงมากในบางมะเร็งเช่นต่อมลูกหมาก อัณฑะ ถึงสี่ถึง15 เท่า !
การศึกษาจากสวีเดนและเยอรมัน ที่ติดตามคนไข้เป็นระยะเวลาหลายสิบปี พบความจริงที่น่าตื่นเต้นว่า มะเร็งเกือบทุกชนิด ถ้ามีพ่อแม่เป็น โอกาสที่ลูก ๆ จะเป็นคือ 5.5% เมื่อเทียบกับ 3% ในลูกที่พ่อแม่ปกติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองใหม่ ที่แต่ก่อนเชื่อว่า มะเร็งบางชนิดเท่านั้นที่จะเป็นพันธุกรรม
“เราพบความจริงนี้ในเกือบทุกมะเร็งที่ศึกษา ยกเว้นมะเร็งที่หายากบางตัวที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางกรรมพันธ์” นพ Kari Hemminki จากGerman Cancer Research Institute กล่าว
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ในบางมะเร็ง พบความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งในลูก ๆ สูงกว่านี้อีกเช่น ถ้าพ่อเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก โอกาสที่ลูกๆจะเป็นมีถึง 15% หรือในมะเร็งลำไส้คือ 10% ส่วนในหญิง ถ้าแม่เป็นมะเร็งเต้านม โอกาสที่ลูกสาวจะเป็นคือ 10%
มะเร็งที่มีโอกาสสูงที่สุดที่จะเป็นในบุตรคือ มะเร็งอัณฑะ ที่ถ้าพ่อเป็น โอกาสที่ลูกจะเป็นคือ 4 เท่าเมื่อเทียบกับคนปกติ และถ้ามีพี่ชายหรือน้องชายเป็นด้วยแล้ว โอกาสน้องหรือพี่ชายอีกคนจะเป็นคือ เก้าเท่า
สิ่งที่สำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ อาจมีผลต่อตัวเลขเหล่านี้ ซึ่งอาจทำให้โอกาสเป็นมะเร็งลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้

รับประทานอัลมอนด์ บล็อกโคลี่ ป้องกันมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

รับประทานอาหารประเภทบล๊อคโคลี ถั่วอัลมอนด์ มีวิตามินอีช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะ

ผลจากการวิจัยที่ได้นำเสนอในการประชุมมะเร็งแห่งชาติสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว จากการศึกษาในฮุสตันในกลุ่มตัวอย่างประมาณ 1000 คน พบว่า ในคนที่รับประทานถั่ว ถั่วอัลมอนด์ และอาหารที่มีวิตามินอีมาก มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะน้อยกว่าอย่างชัดเจนถึงประมาณครึ่งหนึ่ง
แต่ก่อนเราเคยเชื่อว่า การกินวิตามินอีมากๆ ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่การศึกษาไม่พบผลดังกล่าว การศึกษาใหม่ ๆ มีความเชื่อว่าวิตามินอี สามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากโดยการลดผลกระทบจากอนุมูลอิสระ การศึกษาจะเสร็จในอีกปีสองปี และจะได้นำผลมาให้ดูกัน
จากการศึกษายังไม่ได้แนะนำว่าควรกินวิตามินอีเพิ่มเท่าไร การทดลองจะใช้ประมาณ 200 ไมโครกรัม ซึ่งจากคำแนะนำทั่วไป คนควรจะได้รับประมาณ 15 ไมโครกรัมต่อวัน คงต้องรอดูการศึกษาต่อไป

ระดับคอเลสเตอรอล สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม

การศึกษาจากนอรเวย์ ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of the National Cancer Institute เมื่อวานนี้ พบว่า ระดับของไขมันโคเลสเตอรอลตัวที่ดี (HDL )สัมพันธ์กับอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในสตรี

ไขมันโคเลสเตอรอล มีทั้งตัวดีและตัวร้าย ไขมันตัวดีหรือ เอชดีแอล(HDL) จะช่วยป้องกันจากโรคหลอดเลือดถ้ามีระดับสูง ในทางกลับกัน ตัวร้ายหรือ แอลดีแอล(LDL)จะทำให้เรามีปัญหาเส้นเลือดอุดตันได้
เราพบว่า ไขมัน ไม่มีส่วนโดยตรงกับมะเร็ง การศึกษาเพียงแต่พบความสัมพันธ์ว่า ยิ่งมีไขมันตัวดีสูงเท่าไร ก็จะมีอัตราการเป็นมะเร็งน้อยลง มากสุดคือเหลือ 1 ใน 3
การศึกษานี้เป็นเพียงการนำเอาสถิติมาวิเคราะห์ย้อนหลัง จากจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 30000 คน ทางคณะผู้วิจัยเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ ไขมันตัวดีต่ำลง คือระดับฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งจะสูงกว่าปกติในหญิงที่หมดประจำเดือน ยิ่งระดับฮอร์โมนเพศชายสูงเท่าไร ไขมันดีก็ยิ่งน้อยลง และโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมก็ยิ่งสูงขึ้น
คงต้องมีการศึกษาเพื่อหาความสัมพันธ์จริงๆ กันต่อไป ในระดับประชาชน คงต้องสำรวจตรวจตราดูน้ำหนักและไขมันของพวกเราและควบคุมให้อยู่ในระดับเหมาะสมต่อไป