prediabetes ภาวะเสี่ยงก่อนเป็นเบาหวาน รู้ไว้ตรวจสอบตนเอง

“แม่ไปตรวจร่างกายมา หมอบอกว่าน้ำตาลสูง เสี่ยงต่อเบาหวาน” คุณคงเคยได้ยินและสงสัยว่า มันคืออะไร และเสี่ยงไหม เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน ข้อมูลจาก เมโยคลินิค สหรัฐอเมริกา สำหรับผู้เสี่ยงต่อเบาหวาน

ในภาวะ prediabetes นี้ คือยังไม่เป็นเบาหวานมีระดับน้ำตาลที่ยังสูงไม่ถึงขั้นเบาหวาน แต่สูงกว่าปกติ จากข้อมูลระบาดวิทยา พบว่า มีผู้ใหญ่ชายถึง 1 ใน 10 คน หรือ หญิง 1 ใน 25 คน ในอาย 12-19 ปี อยู่ในภาวะนี้ ซึ่งพบว่ามากพอดู แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนในคนไทยครับ Continue reading

เกณฑ์การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับโรคเบาหวาน

ข้อมูลเก่า!!!
เกณฑ์การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับโรคเบาหวาน
เกณฑ์การวินิจฉัยใหม่ เสนอเมื่อปี 1997 สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ซึ่งมีสองชนิดคือ ชนิดที่ 1 (พึ่ง อินสุลิน) กับชนิดที่ 2 (ไม่พึ่งอินสุลิน)

เกณฑ์การวินิจฉัยใหม่
Diabetes mellitus–positive findings from any two of the following tests on different days:
เบาหวาน ต้องมีหนึ่งอย่างในนี้ และตรวจในวันต่างกัน

Symptoms of diabetes mellitus* plus casual† plasma glucose concentration >=200 mg per dL (11.1 mmol per L) อาการของการเป็นเบาหวาน หรือร่วมกับ รวจระดับน้ำตาลแบบสุ่มตรวจสูงกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
or หรือ
FPG >=126 mg per dL (7.0 mmol per L) ระดับน้ำตาลตอนเช้าก่อนรับประทานอาหารสูงกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
or หรือ
2hrPPG >=200 mg per dL (11.1 mmol per L) after a 75-g glucose load ทำการทดสอบการกินน้ำตาลแล้วได้ระดับน้ำตาล หลังจากเทสต์ 2 ชม.สูงกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
Impaired glucose homeostasis
ความบกพร่องของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
Impaired fasting glucose: FPG from 110 to

เบาหวานชนิดที่1 โรคเบาหวานในคนไม่อ้วน แถมเป็นตั้งแต่เด็ก

มีบางครั้ง ที่ผมตรวจคนไข้อายุน้อย ผอม แต่ระดับน้ำตาลสูง “หมอ ผมเป็นเบาหวานได้ไง ไม่เห็นอ้วนเลย” คือคำถามที่จะได้ยินทันที…นั่นคือ คนส่วนใหญ่ คิดว่า คนที่อ้วนเท่านั้น ถึงจะเป็นโรคเบาหวาน หรือไขมัน จริง ๆ แล้วที่ถูกต้องคือ ประมาณ 5-10%ของโรคเบาหวาน เกิดในคนอายุน้อย หรือผอมด้วย เรียกว่า เบาหวานชนิดพึ่งอินสุลิน หรือเบาหวานชนิด1 (insulin dependent diabetes or IDDN or diabetes type1)

Continue reading

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
คัดมาจาก www.thaimedico.com ขอบคุณ อ.นพ.วิทยา ศรีดามา ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบต่อมไร้ท่อ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
นพ.วิทยา ศรีดามา
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาหารผู้ป่วยเบาหวานนั้น อาจแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ประเภทคือ

ประเภทที่ 1 ห้ามรับประทาน
ได้แก่ อาหารน้ำตาลและขนมหวาน เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลอดช่อง อาหารเชื่อม เค้ก ช๊อกโกแลต ไอศกรีม และขนมหวานอื่นๆ

เครื่องดื่ม เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม น้ำเขียว น้ำแดง โอเลี้ยง เครื่องดื่มชูกำลัง นมข้นหวาน น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ซึ่งมีน้ำตาลประมาณ 8-15% เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นน้ำมะเขือเทศ มีน้ำตาลประมาณ 1%

ควรดื่ม น้ำเปล่า น้ำชาไม่ใส่น้ำตาล

ถ้าดื่มกาแฟ ควรดื่มกาแฟดำ ไม่ควรใส่น้ำตาล นมข้นหวาน หรือครีมเทียม (เช่น คอฟฟี่เมท ซึ่งประกอบด้วนน้ำตาลกลูโคส 58% น้ำมันปาล์ม 33%) ควรใส่นมจืดพร่องไขมัน หรือน้ำตาลเทียมแทน

ถ้าดื่มนม ควรดื่มนมจืดพร่องไขมัน นมเปรี้ยวส่วนใหญ่ไม่ใช่นมพร่องไขมัน และมีน้ำตาลอยู่ด้วยประมาณ 15% เป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับนมถั่วเหลือง

ถ้าดื่มน้ำอัดลม ควรดื่มน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม เช่น เป๊ปซี่แมก ไดเอทโค้ก เป็นต้น

น้ำตาลเทียม
น้ำตาลเทียมที่มีในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ

1 แอสปาแทม ชื่อการค้าว่า อีควล (Equal) หรือไดเอด จำหน่ายเป็นเม็ด และเป็นซอง แอสปาแทมเป็นสารอาหารคือ เป็นกรดอะมิโนเอซิด (amino acid ) มีสารอาหารต่ำ ใน 1 เม็ด มี 2 กิโลแคลลอรี่ ใน 1 ซองมี 4 กิโลแคลลอรี่ จึงรับประทานได้ แต่ไม่มากเกินไป เป็นส่วนผสมในน้ำอัดลม (เป็ปซี่แมก ไดเอทโค้ก) คำเตือนข้างกล่อง น้ำตาลเทียม และกระป๋องน้ำอัดลมว่า ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นฟีนิลคีโตนยูเรีย (phenylketonuria) โรคนี้พบน้อยในเมืองไทย และถ้าเป็นโรคนี้จะได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่วัยเด็ก

2 แซคคารีน ( saccharin ) หรือขัณฑสกร ชื่อการค้าว่า สวีทแอนด์โลว์ ( sweet and low ) ไม่มีสารอาหาร มีการศึกษาว่าเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในหนู แต่ต้องใช้ปริมาณสูงมาก ในคนยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดมะเร็ง 3 น้ำตาลฟรุคโตส หรือ ซอร์บิทอล เป็นน้ำตาลที่ผสมอยู่ในช็อกโกแลตเบาหวาน แยมเบาหวาน เป็นต้น หรือจำหน่ายเป็นผงในกระป๋อง น้ำตาลชนิดนี้เป็นน้ำตาลจากผลไม้ มีสารอาหารเท่ากับน้ำตาล ไม่ควรรับประทานน้ำตาลเทียมชนิดนี้ เพราะอาจเข้าใจผิดว่าไม่มีสารอาหาร และส่วนใหญ่ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานผลไม้ อยู่แล้ว

ประเภทที่ 2 รับประทานได้ไม่จำกัดจำนวน

ได้แก่ผักใบเขียวทุกชนิด เช่นผักกาด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ถั่วงอก ทำเป็นอาหาร ตัวอย่าง เช่น ต้มจืด ยำ สลัด ผัดผัก เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีสารอาหารต่ำ นอกจากนั้นยังมีกากอาหารที่เรียกว่า ไฟเบอร์ ซึ่งทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง

ประเภทที่ 3 รับประทานได้แต่จำกัดจำนวน

ได้แก่ อาหารพวกแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ปัจจุบันอาหารพวกแป้งนั้นไม่จำกัดจำนวน ถ้าผู้ป่วยไม่อ้วนมาก เนื่องจากลดอาหารจำพวกแป้ง ทำให้ต้องเพิ่มอาหารพวกไขมัน ซึ่งอาจเป็นผลให้ระดับไขมันสูง และเพิ่มเนื้อสัตว์ ทำให้หน้าที่ของไตเสียไปเร็วขึ้น ในผู้ป่วยที่มีโรคไตร่วมด้วย ผลไม้นั้นต้องจำกัดจำนวน ควรรับประทานพร้อมกับอาหารครั้งละ 1 ส่วนตามตารางแลกเปลี่ยน

เนื่องจากอาหารกลุ่มพวกแป้งหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะอาหารไทย ดังนั้นจึงควรเลือกรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรต ที่มีคุณภาพ โดยคำนึงถึงปัจจัย 2 อย่างคือ

1.ปริมาณไฟเบอร์ (เส้นใยอาหาร)

2.ไกลซีมิค อินเดกซ์ (glycemic indix)

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า อาหารไฟเบอร์ ทำให้การดูดซึมอาหารช้าลง จึงควรรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีไฟเบอร์สูง ควรได้รับไฟเบอร์ทั้งหมดประมาณ 40 กรัม/วัน