ระวัง Covid-19 สายพันธ์ G D614Gในคนที่เคยเป็น Covid แล้ว ภูมิคุ้มกันเดิมไม่ได้ผล

ระวัง Covid-19 สายพันธ์ G D614G mutationระบาดในคนที่เคยเป็น Covid แล้ว ภูมิคุ้มกันเดิมไม่ได้ผล รายงานจากผลการวิจัยในประเทศจีน ค้นพบความจริง ที่น่าตกใจว่า การที่เชื้อเปลี่ยนสายพันธ์ ทำให้ภูมิคุ้มกันเดิมไม่ได้ผล ดับความหวังของวัคซีนทีร่พัฒนาไปแล้วรุ่นแรกๆ ! D614G mutation เป็นการเปลี่ยนโปรตีนที่หนาม Spike จากบทความอัพเดตนี้ จากเดิม ที่สายพันธ์ L ระบาดในจีน ข้ามฝั่งไปอเมริกา และยุโรป กลายพันธ์ด้วยวิธีการนี้ เกิดเป็นสายพันธ์ GH และ GR ซึ่งพบว่า ก่อให้เกิดการระบาดง่ายกว่าเดิม เพราะเชื้อมาอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้น ยิ่งกว่านั้น นักวิจัยชาวจีนยังพบว่า เมื่อเอาเลือดที่มีแอนติบอดี้ จากผู้ที่เคยติดโควิดรอบก่อน มาทำปฏิกิริยากับ โควิดสายพันธ์ใหม่ ปรากฎว่า ไม่สามารถป้องกันได้ ! สายพันธ์การระบาดใหม่ที่ว่า ได้มาจากการระบาดรอบใหม่ที่ตลาด Xinfadi ในปักกิ่ง ซึ่งเชื่อว่าติดมาจากปลาแซลม่อนแช่แข็งที่มาจากยุโรป ศ.ฮวง จาก Chongqing Medical University กล่าวว่า ต้องทำการทดสอบกับผู้ที่เคยได้รับเชื้อและมีภูมิต่อโควิด -19 ที่มีการระบาดในจีนรอบที่แล้ว อย่างเร่งด่วน ว่าสามารถป้องกันโควิดสายพันธ์ใหม่รอบนี้หรือไม่ นอกจากนี้ เชื่อว่า อาจทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการรุนแรงขึ้น แม้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางคลินิค โควิดสายพันธ์ใหม่ G ที่เกิด D614G mutation เริ่มแพร่กระจายในยุโรป เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ และกระจายไปทั่วโลก เมื่อเดือน พค. โดยเฉพาะในอเมริกา ซึ่งเป็นสายพันธ์ที่พบถึง 70% ของที่มีการระบาดในอเมริกาขณะนี้ องค์การอนามัยโลก และประเทศจีน กล่าวว่า ข้อมูลพันธุกรรมของไวรัสนี้ มาจากนอกประเทศจีน แต่ไม่แน่ใจว่ามาจากอะไร ทางการจีนกล่าวว่า ได้ไปตรวจที่ตลาด พบเชื้อจำนวนหนึ่งในปากของแซลม่อนแช่แข็งนำเข้าจากยุโรป จากผลการวิจัยเมื่อเดือน มิย. พบว่า การมีการกลายพันธ์ D614G mutation ทำให้ความสามารถในการติดเชื้อของโควิดเพิ่ม 10 เท่า และเมื่อนำเชื้อไปทดสอบกับแอนติบอดี้ที่ได้จากคนที่เคยติดโควิดรุ่นก่อนสามตัวอย่าง ผลคือ แอนติบอดี้ ไม่สามารถกำจัดเชื้อพันธ์ใหม่ได้เลย ศ.ฮวง ยังกล่าวว่า การที่มีการกลายพันธ์ ก่อให้เกิดปัญหาในวัคซีนที่เริ่มพัฒนาไปแล้วทันที เพราะอาจจะได้วัคซีนที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อสายพันธ์ใหม่ได้    

โควิด-19 Covid-19 Extensive Review and Update

โควิด-19 Covid-19 Extensive Review and Update Introduction โควิด -19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ที่เกิดจากการติดเชื้อโคโรน่าไวรัส ที่เรียกว่า SARS-CoV 2 ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินระบบหายใจรุนแรงเฉียบพลัน ตัวที่ 2 ตัวแรกคือ SARS ที่เราเคยมีการระบาดเมื่อสิบกว่าปีก่อน เชื้อไวรัสโคโรน่า หรือโควิด เริ่มเกิดที่เมืองอู่ฮั่น ในประเทศจีน[1] เชื้อโคโรน่าไวรัส เป็น RNA ไวรัส ที่มีขนาดใหญ่ ขนาดตั้งแต่ 60-140 นาโนเมตร มีหนามแหลมรอบๆตัว คล้ายมงกุฎ จึงมีชื่อเรียกว่า โคโรน่า(ที่แปลว่ามงกุฎ) [3]ไวรัส SARS-CoV-2 มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว ความยาวประมาณ 30,000 คู่เบส จาก รายงานผลลำดับเบสของสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอของเชื้อ 2019-nCoV ที่ได้จากผู้ป่วย พบว่าไวรัส SARSCoV-2 เป็นสมาชิกใหม่ในสกุล Betacoronavirus เช่นเดียวกับ SARS-CoV และ MERS-CoV และจีโนมมี ความใกล้เคียงกับ SARS-CoV (ร้อยละ 80) และ SARS-like bat CoV (ร้อยละ 88) มีเหตุการณ์สองเหตุการณ์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาที่มีการแพร่เชื้อไวรัสเบตาโคโรน่าในสัตว์สู่มนุษย์ส่งผลให้เกิดโรครุนแรง เหตุการณ์แรก เกิดเมื่อ คศ. 2002-2003 เมื่อเบต้าโคโรน่าในค้างคาว ได้แพร่มากระจายในคน เกิดเป็นโรคที่เรียกว่า SARS หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน เป็นเชื้อ SARS-Cov 1ตัวแรก ในมณฑลกวางตุ้งประเทศจีน มีผู้ป่วย 8422 ราย และเสียชีวิต 916ราย (อัตราตาย 11%) [4]เคยมีการระบาดมายังประเทศไทย แต่หายไปโดยมีผู้ป่วยและเสียชีวิต 7และ 2 ราย ถัดจากนั้นเกือบปีถัดมา ในปี 2012 มีการระบาดของไวรัสที่เรียกว่า MERS หรือ Middle East Respiratory Virus เกิดระบาดจากอูฐในซาอุดิอาระเบีย มีผู้ป่วย 2494 ราย ผู้เสียชีวิต 858 ราย(อัตราตาย 34%)[5] ไวรัสวิทยาของโคโรน่าไวรัส ล่าสุดขององค์การอนามัยโลก ในวารสาร Cell โดย นพ.ยง ภู่วรวรรณ กล่าวว่า Covid-19 ที่นอกเหนือจากอู่ฮั่น แพร่กระจายง่ายขึ้น เนื่องจากแต่เดิม ในจีนเป็น S และ L แต่เนื่องจากโคโรน่าเป็น RNA ไวรัสที่กลายพันธ์เร็ว ที่มาเมืองไทยเป็นสายพันธ์ย่อยจาก S ที่มีเฉพาะตำแหน่ง 829 บน spike เปลี่ยนโปรตีนเป็น Threonine และตอนนี้คาดว่าน่าจะหมดไปจากไทยแล้วตามการจบรอบการระบาดรอบแรก ในขณะที่ L ไประบาดในยุโรป ได้กลายพันธ์เป็น G และ โดยสายพันธุ์ G มีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่ง 614 บนหนามแหลมที่ยื่นออกมา (spike) โดยเปลี่ยนแปลงจาก Aspartate (D) ไปเป็น Glycine (G) หรือเรียกว่าสายพันธุ์ G614 (D614G mutations) สายพันธุ์ G นี้แพร่กระจายได้ง่ายมาก ออกลูกหลานมาเป็น สายพันธุ์ GH และ GR ล่าสุด WHO จึงจัดแบ่ง(WHO-operated GISAID)[105] แบ่งกลุ่มไวรัสโควิด-19 เป็น 6 ชนิดย่อย คือ S, V, L, G, GH, GR S:    C8782T,T28144C includes NS8-L84S L:    C241,C3037,A23403,C8782,G11083,G25563,G26144,T28144,G28882 (WIV04-reference sequence) V:    G11083T,G26144T NSP6-L37F + NS3-G251V G:    C241T,C3037T,A23403G includes S-D614G GH: C241T,C3037T,A23403G,G25563T includes S-D614G  + NS3-Q57H GR:  C241T,C3037T,A23403G,G28882A includes S-D614G  + N-G204R การแพร่ระบาดของสายพันธ์ G โดย D614Gจะง่ายกว่ามาก เพราะจะมีเชื้อในลำคอมากขึ้น ปริมาณไวรัสในลำคอมากกว่า แต่ไม่ได้ทำให้โรครุนแรงขึ้น Origin and Spread of COVID-19 [1, 2, 6] ในเดือนธันวาคม 2019 มีรายงานการติดเชื้อในปอด ในผู้ป่วยอู่ฮั่นเมืองหลวงของมณฑลหูเป่ยและศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญของจีน เริ่มการระบาดโรคปอดบวมรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ หลายกรณีจากการติดตามพบว่ามีการสัมผัสผ่านตลาดอาหารทะเลขายส่งหวาหนาน ทางการส่งหน่วยเฝ้าระวัง (เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของโรคซาร์ส)ตัวอย่างแล็บได้ถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการอ้างอิงสำหรับการตรวจวินิจฉัยสาเหตุ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2019 จีนแจ้งเตือนการระบาดของโรคนี้ต่อองค์การอนามัยโลกและในวันที่ 1 มกราคมตลาดอาหารทะเลหวาหนานถูกสั่งปิด เมื่อวันที่ 7 มกราคมไวรัสถูกระบุว่าเป็น coronavirus มีความคล้ายคลึงกับ bat coronavirusมากกว่า 95% และมากกว่า 70% เทียบกับ SARS- CoV มีการตรวจสอบว่าพบเชื้อในตลาด เป็นการยืนยันว่าเชื้อมาจากตลาดหัวหนานจริง นอกจากนั้น การระบาดคนสู่คนเริ่มขึ้นหลังจากนั้น ทำให้ผู้ป่วยทวีเพิ่มอย่างมาก โดยเฉพาะในการเดินทางในช่วงปีใหม่ ได้ทำให้เชื้อกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งที่จีน และทั่วโลก(เริ่มจากไทย,ญี่ปุ่น ,ฮ่องกง,ใต้หวัน และเกาหลีใต้) เมื่อวันที่ 11 มค. 2020 ก็มีรายงานการเสียชีวิตรายแรก ในวันที่ 20 มค. มีบุคลากรทางการแพทย์ป่วยด้วยโรคนี้ ต่อมา เมื่อถึงวันที่ 23 มค. ผู้ว่าการของอู่ฮั่น ก็ได้ปิดล๊อคดาวน์(Completely Lockdown) เมืองทั้งเมือง ที่มีประชากร 11 ล้านคน อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้น ก็มีการขยายการปิดเมืองออกไปในมณฑลหูเป่ย รวมถึงมณฑลอื่นๆ มีการรายงานถึงการระบาดนอกจีนที่แพร่ออกไป [9] ทำให้ ต้องมีการปิดสนามบินหลายแห่งที่คนจีนนิยมเดินทาง มีการตรวจสอบโรคและพบว่า มีการระบาดจากผู้ที่ไม่มีอาการออกไปด้วย ดังนั้น จึงมีการกักบริเวณผู้ที่เดินทางมาจากสถานที่เสี่ยง รวมถึงประเทศไทย…