ความรู้เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

share now

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ยังเป็นโรคที่พบบ่อยมาก ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่จะไปจบที่คลินิคหรือร้านขายยา ไม่ค่อยได้มา รพ. เรามาเข้าใจมันและหาทางดูแลตนเองเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบดีกว่า

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อย พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น และอยู่ใกล้ทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เวลาล้างก้น เชื้อโรคจากบริเวณดังกล่าวจึงเข้าทางท่อปัสสาวะของผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ชาย
ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ พบมากในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) หรือผู้หญิงชอบอั้นปัสสาวะนานๆ

ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยมาก ถ้าพบมักมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ต่อมลูกหมากโต หรือมีก้อนเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติทางโครงสร้างของทางเดินปัสสาวะ ชายที่มีกระเพาะปัสสาวะอักเสบต้องมาตรวจว่ามีโรคอื่น ๆ กับแพทย์เสมอ
สาเหตุ
ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบ (ที่พบในลำไส้ของคนเรา) เช่น อีโคไล(E.coli), เคล็บซิลลา(Klebsiella), สูโดโมแนส(Pseudomonas), แอนเทอโรแบกเตอร์ (enterobacter) เป็นต้น(เวลาแพทย์ขอปัสสาวะเราเพาะเชื้ออาจขอแพทย์ดูว่าเชื้อขึ้นอะไร) เชื้อโรคเหล่านี้มีมากบริเวณทวารหนัก แล้วปนเปื้อนผ่านท่อปัสสาวะเข้ามาในกระเพาะปัสสาวะ
อาจพบเป็นโรคแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวาน นิ่วกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต ผู้ป่วยที่ถ่ายปัสสาวะไม่ได้เนื่องจากเป็นอัมพาต หรือพบภายหลังการสวนปัสสาวะ
ผู้หญิงที่แต่งงานใหม่หรือหลังร่วมเพศ อาจมีอาการขัดเบาแบบกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แพทย์เรียกว่า โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากฮันนีมูน (honeymoon’s cystitis) สาเหตุเกิดจากการฟกช้ำจากการร่วมเพศแล้วทำให้มีอาการอักเสบของท่อปัสสาวะ
อาการ
ปัสสาวะกะปริดกะปรอย (ออกทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง) รู้สึกปวดขัดหรือแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ อาจมีอาการปวดที่ท้องน้อยร่วมด้วย ปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็นสีมักจะใส แต่บางรายอาจขุ่นหรือมีเลือดปน บางคนเป็นเลือดสดๆออกมา
อาการอาจเกิดขึ้นหลังอั้นปัสสาวะนานๆ หรือหลังร่วมเพศ
ในเด็กเล็กอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอน อาจมีไข้ เบื่ออาหาร และอาเจียน
สิ่งตรวจพบ
มักตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน บางรายอาจมีอาการกดเจ็บเล็กน้อยตรงกลางท้องน้อย
อาการแทรกซ้อน
ส่วนมากมักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่บางรายอาจเป็นๆหายๆ เรื้อรัง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษา เชื้อโรคอาจลุกลามขึ้นไปที่ไต ทำให้กลายเป็นกรวยไตอักเสบได้
ในผู้ชายเชื้ออาจลุกลามเข้าไปทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบ
การรักษา
1. ขณะที่มีอาการ ให้ดื่มน้ำมากๆ ถ้าปวดมากให้ยาแก้ปวด และให้ยาปฏิชีวนะ เช่น โคไตรม็อกซาโซล 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง, อะม็อกซีซิลลิน 500 มิลลิกรัม ทุก 8 ชั่วโมง หรือนอร์ฟล็อกซาซิน 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน
2. ถ้าไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำมากกว่า 2-3 ครั้ง หรือพบโรคนี้ในผู้ชาย ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุโดยการตรวจปัสสาวะ (พบเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก) นำปัสสาวะไปเพาะหาเชื้อ เอกซเรย์ และถ้าจำเป็นอาจต้องใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (cystoscope) แล้วให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ
ข้อแนะนำ
1. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พบเป็นสาเหตุอันดับแรกๆ ของการขัดเบา แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีโรคอีกหลายชนิดที่อาจมีอาการแสดงคล้ายโรคนี้ได้อีก ดังนั้นก่อนให้การรักษาโรคนี้ ควรซักถามประวัติอาการอย่างถี่ถ้วน
2. ในเด็กเล็กที่มีอาการปัสสาวะรดที่นอนบ่อยหรือมีไข้ และอาเจียนโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรนึกถึงโรคนี้ไว้เสมอ การตรวจปัสสาวะจะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้แน่ชัด
3. ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ ควรดื่มน้ำมากๆ (ประมาณวันละ 3-4 ลิตร) เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออก และช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ
4. การป้องกัน
ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้ เมื่อรักษาหายแล้วควรป้องกันมิให้เป็นซ้ำโดย
4.1 พยายามดื่มมากๆ และอย่าอั้นปัสสาวะ ควรฝึกถ่ายปัสสาวะในห้องน้ำนอกบ้าน หรือระหว่างเดินทางได้ทุกที่ การอั้นปัสสาวะทำให้เชื้อโรคอยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้นานจนสามารถเจริญพันธุ์ประกอบกับในภาวะที่กระเพาะปัสสาวะยืดตัว ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะลดน้อยลง จึงทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
4.2 หลังถ่ายอุจจาระ ควรใช้กระดาษชำระเช็ดทำความสะอาดจากข้างหน้าไปข้างหลัง เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคจากบริเวณทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
4.3 สำหรับอาการขัดเบาหลังร่วมเพศ (โรคกระเพาะปัสสาวะจากฮันนีมูน) อาจป้องกันได้โดยดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนร่วมเพศ ควรใส่ครีมหล่อลื่นช่องคลอด และถ่ายปัสสาวะทันทีหลังร่วมเพศ